เตรียมยาสำหรับการเดินทาง



ยาสำหรับการเดินทาง

ทุกครั้งที่ต้องเดินทางไม่ว่าจะเพื่อการไปประกอบภารกิจ เช่น ประชุมหรือสัมมนา รวมถึงการเดินทางเพื่อไปเที่ยวพักผ่อน นอกจากเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวอื่นๆแล้ว ยาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทุกท่านจะต้องเตรียมติดตัวไปเพื่อความอุ่นใจ หากเกิดการเจ็บป่วยระหว่างเดินทางจะมียาใช้ได้เองก่อนไปโรงพยาบาล

หลักการง่ายๆ คือ 
  1. เตรียมยารักษาโรคประจำตัว เช่น เป็นเบาหวาน ก็นำยาเบาหวานที่ใช้อยู่เป็นประจำไปด้วย
  2. เตรียมยารักษาหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่พบได้บ่อยๆขณะเดินทาง เช่น ปวดศีรษะ แพ้อากาศ จาม น้ำมูกไหล ท้องเสีย ผื่นแพ้คัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นต้น
กรณีที่ไม่มีโรคประจำตัวใดๆยิ่งง่ายใหญ่ เพียงจัดเตรียมยาที่รักษาหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่มีโอกาสเป็นได้บ่อยๆ เช่น เมารถเมาเรือ แมลงสัตว์กัดต่อย บาดแผลทั่วไป แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ซึ่งยาดังกล่าวที่จริงแล้วก็คือยาสามัญประจำบ้านนั่นเอง เพียงแต่ท่านนำออกจากบ้าน  พกพาติดตัวไปด้วยในระหว่างเดินทาง

ยาแก้ปวด ลดไข้

ยาที่ใช้แก้ปวดลดไข้ที่ท่านควรมีติดตัวในการเดินทางมีชื่อว่า พาราเซตามอล นอกจากบรรเทาอาการปวดศีรษะมีไข้ ท่านยังสามารถใช้บรรเทาปวดข้อเข่าที่เกิดจากข้อเข่าเสื่อม ยานี้แม้จะถูกมองว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยและหาซื้อได้ง่ายทั่วไป แต่หากใช้มากไปก็เกิดอันตรายได้
ขนาดยาสูงสุดต่อวันคือไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัม ดังนั้นท่านรับประทานยาพาราเซตามอลเม็ดละ 500 มิลลิกรัม ท่านไม่ควรรับประทานเกิน 8 เม็ดต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้นท่านไม่ควรรับประทานยาพาราเซตามอลนานติดต่อกันเกิน 5 วัน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับได้
ยาพาราเซตามอลที่มีจำหน่ายนอกจากจะเป็นยาเม็ดที่มีตัวยาเพียงตัวเดียวแล้ว ยังอาจพบในยาเม็ดสูตรผสมได้ เช่น ยาสูตรผสมที่รับประทานแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อ ยาสูตรผสมที่รับประทานแก้หวัดคัดจมูก จึงควรระวังการรับประทานยาพาราเซตามอลร่วมกับยาอื่นที่มียาพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ เพราะอาจทำให้ได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาดยาสูงสุด

ยาแก้แพ้อากาศ จาม น้ำมูกไหล

ยาที่นิยมใช้มากคือยาลดน้ำมูกแก้แพ้อากาศที่มีชื่อว่า คลอร์เฟนิรามีน ยานี้มีสรรพคุณใช้ได้ทั้งบรรเทาอาการแพ้อากาศ จาม ลดน้ำมูก รวมไปถึงอาการผื่นแพ้คัน ลมพิษ ข้อเสียของยานี้คือการเกิดอาการง่วงซึม ปากคอแห้ง จึงไม่ควรขับรถหลังรับประทานยานี้
ในปัจจุบันมีความนิยมใช้ยาแก้แพ้อากาศที่ไม่มีฤทธิ์ในการทำให้เกิดอาการง่วงซึมเข้ามาแทนที่ยารุ่นเดิม เช่น ลอราทาดีน 
(loratadine) เซทิริซิน (cetirizine) ฟีโซฟีนาดีน (fexofenadine) ยาในกลุ่มนี้แม้จะมีข้อดีในการทำให้ไม่เกิดอาการง่วงซึม รับประทานยาเพียงวันละครั้ง แต่เห็นผลช้ากว่ายารุ่นเก่าที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม

ยาแก้เมารถเมาเรือ

ผู้ที่มีปัญหาเมารถเมาเรือทำให้เกิดอาการวิงเวียนและคลื่นไส้อาเจียนขณะเดินทาง อาจใช้ยาที่ชื่อว่า ไดแมนไฮดริเนท (dimenhydrinate) ยานี้ต้องรับประทานก่อนออกเดินทางประมาณ 30 นาที และหากการเดินทางใช้ระยะเวลานานอาจจำเป็นต้องรับประทานยานี้ซ้ำทุก 6-8 ชั่วโมง ข้อเสียของยานี้คืออาการง่วงซึม ปากคอแห้ง หากรับประทานร่วมกับยาแก้แพ้ลดน้ำมูก อาจเสริมฤทธิ์ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเพิ่มสูงขึ้นได้

ยาแก้ท้องเสีย

ยาแก้ท้องเสียที่ควรติดตัวไว้ขณะเดินทางคือ ผงน้ำตาลเกลือแร่ ซึ่งสิ่งที่ต้องเข้าใจในการใช้คือการพิจารณาที่ซองว่าบรรจุว่าผสมน้ำขนาดเท่าไร ที่สำคัญวิธีใช้ผงเกลือแร่ที่ถูกต้องคือค่อยๆจิบทีละน้อย มิใช่การดื่มหมดแก้วในครั้งเดียว
ยาอีกประเภทที่ควรติดไว้ขณะเดินทางคือผงถ่านคาร์บอนอาจอยู่ในรูปแบบเม็ด หรือแคปซูลก็ได้ ยานี้ควรรับประทานตอนท้องว่างห่างจากอาหารและยาอื่นๆประมาณ 1-2 ชั่วโมง ผงถ่านคาร์บอนจะช่วยดูดซับพิษที่ทำให้ท้องเสีย ดูดซับแก๊ส ช่วยบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้

ยาแก้ผื่นแพ้คัน แมลงสัตว์กัดต่อย

นอกจากใช้ยาเม็ดแก้แพ้ชนิดรับประทานคลอร์เฟนิรามีน หรือลอราทาดีน ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น อาจเตรียมยาทาแก้แพ้แก้คัน เช่น คาลาไมน์โลชั่น หรือยาทาแก้แพ้ที่ไม่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ซึ่งบรรเทาอาการแพ้คันทั่วไป ส่วนยาทาแก้แพ้ที่มีสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบจะออกฤกธิ์ได้ดีและแรงกว่า แต่ก็ควรใช้เพียงเพื่อบรรเทาอาการก่อนไปโรงพยาบาล

ยาทาบาดแผล แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก

อาจเตรียมชุดทำแผลขนาดเล็ก ยาทาแผลสด ได้แก่ โพวิโดน ไอโอดีน ไว้ทาบาดแผลทั่วไป ส่วนกรณีของแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ยาที่ปลอดภัยคือเจลหว่านหางจระเข้ที่ออกฤทธิ์ช่วยสมานผิว ลดอาการแสบร้อนระคายเคือง

นอกเหนือจากยาสามัญประจำบ้านแล้วจะใช้อะไรเป็นแนวทางกำหนดในการเตรียมยาสำหรับเดินทางได้อีก

นอกจากยารักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไปแล้ว อาจพิจารณารายการยาอื่นๆตามความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศหรือภูมิประเทศในการเดินทางด้วย เช่น หากเป็นช่วงหน้าฝนอาจเน้นเตรียมยารักษาอาการหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล หากต้องการเดินทางไปยังบริเวณที่คาดว่าอาจต้องรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ควรติดยารักษาอาการท้องเสียเพิ่มมากขึ้น หากต้องเข้าไปในพื้นที่ซึ่งเป็นป่าเขามียุงหรือแมลงเป็นจำนวนมาก อาจติดยาทากันยุงเพิ่มเติมเข้าไปด้วย

หากมีโรคประจำตัวจะเตรียมยารักษาโรคประจำตัวไปเพียงใดถึงจะเพียงพอ

ถ้าท่านมีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหืด ควรเตรียมยารักษาโรคประจำตัวเหล่านั้นไปให้พร้อมโดยเตรียมยาเผื่อไว้มากกว่ากำหนดการเดินทางจริงประมาณ 2-3 วัน เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินไม่สามารถเดินทางกลับได้ตามที่กำหนดจะได้มียาเหลือไว้ใช้
ในกรณีที่ท่านเป็นโรคเบาหวานและจำเป็นต้องได้รับยาฉีดอินซูลิน ท่านสามารถนำยาอินซูลินไปด้วย โดยระหว่างเดินทางท่านควรนำยาใส่กระติกที่บรรจุน้ำแข็งซึ่งสามารถเก็บอุณหภูมิได้ เมื่อถึงที่พักจึงเก็บยาอินซูลินเข้าตู้เย็น แต่หากไม่มีตู้เย็นก็ไม่เป็นไร เพราะยาฉีดอินซูลินสามารถอยู่ในอุณหภูมิห้องได้เป็นเวลา 30 วัน อย่างไรก็ตามห้องนั้นต้องไม่ร้อนมากหรือต้องไม่โดนแดด และไม่ควรเก็บยาอินซูลินรวมถึงยาอื่นๆภายในรถที่จอดตากแดดเป็นเวลานาน หรือเก็บไว้หลังรถ เนื่องจากอินซูลินจะเสียได้
ในกรณีที่มีโรคประจำตัวควรเก็บยาไว้กับตัวจะเป็นการดีที่สุดเพื่อให้สามารถหยิบใช้ได้ทันท่วงที เช่น กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ควรมียาอมใต้ลิ้นไว้ใช้เมื่อมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก
กรณีเดินทางไปต่างประเทศควรศึกษาระเบียบของประเทศที่จะต้องเดินทางไปว่าสามารถนำยาติดตัวไปได้เพียงไรถึงจะไม่ผิดกฎเกณฑ์ของประเทศนั้นๆ
การเตรียมยาสำหรับการเดินทางควรพิจารณาถึงความจำเป็นและโรคประจำตัวของผู้ที่เดินตามแนวทางที่กล่าวไว้ข้างต้น การนำยาติดตัวไปด้วยนั้นควรพิจารณารายการยาและจำนวนให้เหมาะสมสอดคล้องกับจำนวนสมาชิกผู้เดินทางและระยะเวลาในการเดินทาง หากท่านเตรียมตัวได้เช่นนี้แล้ว การเดินทางของท่านคงสบายใจได้หากมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยเกิดขึ้นขณะเดินทาง

ข้อมูลจาก HealtToday ฉบับที่ 150 เดือนตุลาคม 2556 หน้าที่ 80-82 เขียนโดย ภก.จตุพร ทองอิ่ม