วิตามินเอจะช่วยควบคุมดูแลการผลิตเยื่อบุและการผลิตผิวหนังเพื่อห่อหุ้มร่างกายของคนเราในทุกส่วน ยังช่วยให้ผิวหนังในส่วนต่างๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ

วิตามินเอหรือสารแคโรทีน จะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปอดได้เป้นอย่างดี แต่การรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินเอนั้นจะต้องรับประทานด้วยความระมัดระวังเช่นกัน เพราะถ้าหากรับประทานมากเกินไปก็จะเกิดโทษต่อร่างกาย โดยจะเกิดอาการคลื่นไส้ปวดศีรษะและทำให้เกิดความรู้สึกเบื่ออาหารอีกด้วย

วิตามินเอ มีส่วนช่วยในการปกป้องคุ้มครองดวงตาของเรา ในเวลากลางคืนคนเรามักจะมองอะไรไม่ค่อยชัดเจนแต่การรับประทานวิตามินเอจะช่วยให้เราสามารถมองเห็นได้ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย สีสันต่างๆ ที่รายล้อมรอบตัวเราจะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นหากรับประทานวิตามินเออย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ห่างไกลจากโรคตาบอดสีได้

ถ้าเรารับประทานหรือได้รับวิตามินเอน้อยเกินไป ผิวของเราก็จะแห้งและตกสะเก็ดได้ง่าย ดวงตาก็จะแห้งผากมีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาน้อย ทำให้เกิดการระคายเคืองตาได้ง่าย เกิดการมองไม่ค่อยชัดในช่วงเวลากลางคืนประหนึ่งว่าตาเราบอดในเวลากลางคืนไปเลย

ที่มา : "กินเป็นไกลโรค" วรินทิรา โภคาสุวิบุลย์

ชนิดของวิตามินเอ
1. Retinol เป็นวิตามินเอ ที่พบในสัตว์เช่นตับ นม เป็นวิตามินที่ออกฤทธิ์ได้ทันที Retinol อาจจะเปลี่ยนเป็น Retinal retinoic acid ซึ่งเป็นรูปแบบวิตามินอีกชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ทันที
2. Provitamin A carotenoids เป็นวิตามินที่ต้องเปลี่ยนแปลงในร่างกายก่อนที่จะออกฤทธิ์ เป็นรูปแบบวิตามินเออีกชนิดหนึ่ง พบในพืชใบเขียวซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ในธรรมชาติ Provitamin A carotenoids อยู่ได้หลายรูปแบบได้แก่ beta-carotene, alpha-carotene, lutein, zeaxanthin, lycopene, and cryptoxanthin , วิตามินเอชนิด beta-carotene จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ retinol และออกฤทธิ์ได้ดี แต่ alpha-carotene, lutein, zeaxanthin จะออกฤทธิ์ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของ beta-carotene แต่ lycopene, cryptoxanthin จะไม่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอ

ที่มา : siamhealth.net