แอล-คาร์นิทีน
แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) คือ แอล-คาร์นิทีนเป็นรูปที่ออกฤทธิ์ของกรดอะมิโนชนิดคาร์นิทีนซึ่งผลิตจากตับและไต ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะหัวใจวาย ช่วยเพิ่มการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ และเพิ่มขบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกาย เรามักใช้เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกิน ของร่างกายและใช้ร่วมในโปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก
แอลคาร์นิทีน(L-Carnitine) เป็นชื่อกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ผลิตได้ที่ตับ โดยมีการสังเคราะห์จากกรดอะมิโน 2 ชนิดคือ Lysine และ Methionine พร้อมกับอาศัยตัวเร่งให้เกิดการสังเคราะห์ ได้แก่ Niacin วิตามิน B6 C และธาตุเหล็ก โดยปกติจะพบในสัตว์เนื้อแดงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนกล้ามเนื้อลายจะมากเป็นพิเศษ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หน้าที่หลักของ Carnitine จะช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ เข้าไปใช้ใน เซลล์ต่างๆ ซึ่งในจุดนี้เองที่จะทำให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดังนั้นหากร่างกายขาดสาร Carnitine หรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวพาเม็ดไขมันไปเผาผลาญแล้วละก็ ปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากไขมันสะสมก็จะเป็นเรื่องตามมาที่สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความอ้วน และการสะสมของไขมันตามหลอดเลือด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และนำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูงและมีความดันโลหิตสูงตามมาได้ นอกจากนี้ ยังอาจจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึมและเหนื่อยง่าย
มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันถึงประโยชน์ของการใช้ L-carnitine ในวงการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก จนไม่สามารถตั้งศีรษะให้ตรงได้ ซึ่งหลังจากมีการใช้ L-carnitine ขนาด 2 กรัม/วัน อาการดังกล่าวก็หายไป หรือการใช้ในนักกีฬา ก็มีการยืนยันว่าสามารถเพิ่มแรงสำหรับการออกกำลังกายหนักๆ เช่น วิ่งมาราธอน รวมทั้งมีการใช้ L-carnitine เพื่อช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น
ในส่วนบทบาทในการลดน้ำหนักและลดไขมันสะสม ดูเหมือนว่า L-carnitine น่าจะเป็นคำตอบที่ดีของคุณๆ ที่ประสงค์จะลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ เนื่องจากมีการทดลองนำเอาเซลล์ไขมัน(Adipose Tissue) ของคนอ้วนมาวิเคราะห์ พบว่าในเนื้อเยื่อดังกล่าวแทบจะไม่มี Carnitine อยู่เหลือเลย ดังนั้นจากความสัมพันธ์นี้เอง ทีมนักวิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่า กลไกการลำเลียงไขมันเพื่อไปใช้ หากถูกขัดขวางด้วยวิธีใดก็ตาม ก็จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันได้ แต่หากให้สารชนิดนี้เพิ่มเข้าไป ก็จะส่งผลให้อัตราการเผาผลาญของไขมันสะสมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่สนับสนุนผลการลดไขมันสะสมของคนอ้วน โดยการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยได้ให้แบ่งวัยรุ่นที่อ้วนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทาน L-carnitine ขนาด 2 g/วัน อีกกลุ่มได้ยาหลอ (Placebo) โดยทั้งสองกลุ่มถูกจำกัดอาหารให้มีแคลอรี่เท่าๆกัน และมีการออกกำลังกายขนาดปานกลางเหมือนกัน หลังจากนั้น 3 เดือนต่อมาจึงทำการวัดน้ำหนักตัวอีกครั้ง พบว่ากลุ่มที่ได้รับ L-carnitine น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย 11 ปอนด์ ขณะที่อีกกลุ่มลดลงเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปอนด์ และปริมาณไขมันในกระแสเลือดก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น L-carnitine ซึ่งแม้ว่าจะพบมากในสัตว์เนื้อแดงก็ตาม แต่ปริมาณที่ได้จากการทานใน 1 วัน จะให้กรดอะมิโนดังกล่าวเพียง 50-200 mg.เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงไขมันสะสมไปเป็นพลังงาน ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าหากคุณต้องการลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ L-carnitine ขนาด 500-1,000 mg./วัน (1 cap 500 mg. หรือ แบบชนิดน้ำ 1000 mg/30 ml. สำหรับข้อดีในเรื่องการออกฤทธิ์ที่รวดเร็วขึ้น) น่าจะเป็นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการลดน้ำหนัก และหากคุณมีดัชนีมวลร่างกาย (BMI) มากกว่า 25 ปริมาณการใช้จะสูงขึ้นตามลำดับ ซึ่งมีงานวิจัยที่ยืนยันความปลอดภัยจากการใช้ว่า L-carnitine ยังไม่มีผลทางลบแม้จะรับประทานในขนาดสูงถึง 4 g./ วันก็ตาม
ข้อควรระวัง คาร์นิทีนค่อนข้างปลอดภัย แต่หากรับประทานเกินวันละ 6 กรัม อาจเกิดอาการบวม ตะคริวหรือท้องเสียได้ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้คาร์นิทีน
L-Carnitine : เพื่อรูปร่างและสุขภาพที่ดี
ใน ปัจจุบันเราคงเคยได้พบเห็นโฆษณาเกี่ยวกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายยี่ห้อ ที่มีส่วนผสมของสาร L-Carnitine ซึ่งส่วนใหญ่มักสื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงประโยชน์ของ L-Carnitine ในประเด็นที่ช่วยทำให้หุ่นหรือรูปร่างดีขึ้นโดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายก็สื่อถึงรูปร่างสมชายชาตรีที่มีกล้ามเป็นมัด หน้าท้องซิกแพ็ค ดังนั้นเราจึงมักรู้จัก L-Carnitine ในบทบาทของการช่วยลดน้ำหนักทำให้รูปร่างดูดี แต่ในความเป็นจริงนอกเหนือจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว L-Carnitine ยังมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกายในอีกหลายๆด้าน ดังนั้นเรามาเริ่มทำความรู้จักและเข้าใจสารอาหารชนิดนี้กันให้มากขึ้น
แหล่งที่มาของ L-Carnitine
L-Carnitine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายผลิตได้เองจากตับและไต โดยสามารถสังเคราะห์จากกรดอะมิโน2ชนิด คือ ไลซีน (Lysine) และ เมไทโอนีน(Methionine) พร้อมกับอาศัยตัวเร่งให้เกิดการสังเคราะห์ (Catalyst)ได้แก่ วิตามิน C, วิตามิน B3 (Niacin),วิตามิน B6 (Pyridoxin) และธาตุเหล็ก
ในอาหารเราจะพบสาร L-Carnitine ได้ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เนื้อแดง นม ผลิตภัณฑ์จากนม ผลไม้ ได้แก่ ผลอะโวกาโด(Avocado) ธัญพืช ผักใบเขียว ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก ดังนั้นผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำอาจเกิดปัญหาร่างกายขาดแคลน L-Carnitine ได้
หน้าที่หลักของ L-Carnitine
L-Carnitine ที่ ถูกสร้างขึ้นในร่างกายจะถูกนำไปเก็บสะสมไว้ที่กล้ามเนื้อลายเช่น กล้ามเนื้อตามแขน ขา ของเรานั่นเอง นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปเก็บที่กล้ามเนื้อหัวใจ สมองและสเปิร์ม หน้าที่หลักของ L-Carnitine คือการช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ เข้าสู่ Mitochondria เพื่อใช้ในเซลล์ต่างๆ ซึ่งเป็นการนำพาไขมันต่างๆไปเปลี่ยนเป็นพลังงานนั่นเอง ดังนั้นหากร่างกายขาดสาร L-Carnitine หรือ มีไม่เพียงพอที่จะนำพาโมเลกุลไขมันไปเผาผลาญจะเกิดปัญหาสุขภาพอันเนื่องมา จากร่างกายมีการสะสมของไขมันมากเกินไป และจะเกิดผลเสียตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความอ้วน และการสะสมของไขมันตามหลอดเลือดซึ่งอาจ จะส่งผลต่อการยืดหยุ่นของหลอดเลือดและนำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูงตามมาได้ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึม และเหนื่อยง่าย
ประโยชน์ของ L-Carnitine
- การลดน้ำหนัก
ในกลุ่มคนที่มีความต้องการลดน้ำหนักหรือลดไขมันสะสม L-Carnitine เป็นทางเลือกที่ดีของผู้ที่ประสงค์จะลดน้ำหนักด้วยสารจากธรรมชาติ เนื่องจากมีการทดลองนำเอา เซลล์ไขมัน ( Adipose Tissue ) ของคนอ้วนมาทำการวิเคราะห์พบว่าในเนื้อเยื่อดังกล่าวแทบจะไม่มี L-Carnitine เหลืออยู่เลย และมีผลการวิจัยที่ยืนยันว่า L-Carnitine มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดน้ำหนักลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ในหมู่ของนักกีฬายกน้ำหนักหรือผู้ชายที่ออกกำลังกายยกน้ำหนัก จะใช้ L-Carnitine เพื่อต้องการเสริมสร้างกล้ามให้ได้รูปชัดเจนขึ้น เนื่องการมีการนำไขมันจากบริเวณดังกล่าวไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงงาน
L-Carnitine ซึ่งแม้ว่าจะพบมากในสัตว์เนื้อแดงก็ตาม แต่ปริมาณที่ได้จากการทานใน 1 วัน จะให้กรดอะมิโนดังกล่าวเพียง 50-200 mg.เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงไขมันสะสมไปเป็นพลังงาน ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำปริมาณที่เหมาะสมของ L-Carnitine สำหรับการลดน้ำหนักที่ขนาด 500-2,000 mg. ต่อวัน
- เพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกาย
L-Carnitine มี ผลช่วยให้ร่างกายมีสมรรถภาพในการออกกำลังกายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพลังงานจากไขมันส่วนหนึ่งจะไปช่วยเสริมสมรรถภาพทางร่างกายให้แข็ง แรงขึ้นได้ สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น มีความทนทานมากขึ้นและป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมา จากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลงานวิจัยที่สนับสนุนว่า ในการให้นักกีฬาที่มีอาการของโรคร่างกายอ่อนเพลียเรื้อรัง 7 คน รับประทาน L-Carnitine เสริมกับการฝึกซ้อม พบว่านักกีฬาสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้นโดยปราศจากอาการอ่อนเพลีย โดย L-Carnitine ช่วยให้นักกีฬาทั้ง 7 คน มีสมรรถภาพทางการวิ่งได้เร็วขึ้นเฉลี่ย 6%
- ผลดีต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ
L-Carnitine ทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์(Ttriglycerides)อยู่ในระดับต่ำและช่วยเพิ่มระดับ คอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ (HDL-คอ เรสเตอรอล) ในเลือด ดังนั้นจึงช่วยลดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความดัน โลหิตสูงตามมา นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจโดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย
- เพิ่มสมรรถภาพของระบบสืบพันธุ์ในผู้ชาย
การศึกษาทางการแพทย์พบว่าในการผลิตเชื้ออสุจิ ( sperm ) จำเป็นต้องใช้ L-Carnitine เพื่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ของอสุจิ และในการวิจัยพบอีกว่า ในท่อนำอสุจิมีปริมาณของ L-Carnitine เข้มข้นอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเชื้ออสุจิต้องการพลังงานในการ oxidation และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไขมันให้อยู่ในรูป Mitochondria ซึ่งมีส่วนสำคัญในการให้พลังงานกับอสุจิเพื่อใช้ในการสร้างส่วนหางเพื่อการ เคลื่อนที่ที่รวดเร็วของอสุจิ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ L-Carnitine ในปริมาณที่เข้มข้น
จากผลการวิจัยพบว่าการเสริม L-Carnitine สามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรค idiopathic asthenospermia หรือเรียกว่า โรคเกี่ยวกับการที่อสุจิเคลื่อนที่ช้าผิดปกติมีอาการดีขึ้นได้ โดยการวิจัยกับผู้ป่วยจำนวน 100 คน ให้รับประทาน L-Carnitine ขนาด 3 กรัม/วัน เป็นเวลา 4 เดือน พบว่าผู้ป่วยทุกคนมีอาการดีขึ้น โดยมีการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น และยังช่วยในการเพิ่มจำนวนของตัวอสุจิมากขึ้นด้วย และมีผลการวิจัยที่คล้ายคลึงกัน โดยให้ผู้ป่วย asthenospermia รับประทาน L-Carnitine ขนาด 3 กรัม/วัน เช่นเดียวกันเพื่อวัดความเร็วของอสุจิ พบว่ามีผู้ป่วย 37 คน จากทั้งหมด 47 คน ที่มีความเร็วของอสุจิเพิ่มขึ้นและทุกคนมีค่าเฉลี่ยของจำนวนตัวอสุจิเพิ่ม ขึ้นเช่นเดียวกับงานวิจัยแรก
ขนาดที่ใช้และข้อแนะนำในการรับประทาน L-Carnitine
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการรับประทานL-Carnitine เพื่อให้ผลในการลดปริมาณไขมันในร่างกายนั้นจะต้องรับประทานควบคู่กับโปรแกรม การออกกำลังกาย เนื่องจากลักษณะการทำงานของL-Carnitine นั้นเป็นการทำงานตามธรรมชาติ นั่นคือจะทำงานมากขึ้นเมื่อร่างกายมีการออกกำลังกายหรือมีความต้องการ พลังงานอย่างมาก ร่างกายของเราจะดึงเอาL-Carnitineมา ใช้เพื่อช่วยดึงเอาไขมันที่สะสมอยู่ตามแหล่ง ๆ ของร่างกายให้ถูกย่อยสลายออกเป็นกรดไขมันอิสระในเลือด แล้วนำเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปย่อยสลายหรือเผาผลาญเป็นพลังงานตามความต้องการ ของร่างกายอีกต่อหนึ่ง
ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ วันละ 500 ถึง 2,000 มิลลิกรัม ในนักกีฬาหรือคนที่รับประทาน L-Carnitineเสริม สำหรับการเล่นกีฬา เพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ก็ควรต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 อาทิตย์ โดยไม่แนะนำให้รับประทานติดต่อกันเกินกว่า 6 เดือน เนื่องจากอาจจะทำให้ร่างกายของเราขาดกรดอะมิโนชนิดอื่น ๆ อีก 19 ชนิดได้ แต่ในผู้ที่มีความจำเป็นต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานให้หยุดพักทุก 6 เดือน แล้วในระหว่างที่หยุดพักควรรับประทานกรดอะมิโนชนิดอื่น ๆ ให้ครบทั้ง 20 ชนิดร่วมด้วย และการรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม หรือไข่ ก็พบว่าสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้เช่นกัน
ผลข้างเคียงและข้อควรระวังในการรับประทาน L-Carnitine
เนื่องจาก L-Carnitineเป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ ดังนั้นยังไม่มีการวิจัยใดที่พบว่าการรับประทาน L-Carnitineจะ ทำให้เกิดอาการข้างเคียงหรือเกิดความเป็นพิษ โดยเฉพาะหากรับประทานตามขนาดที่แนะนำ แต่ก็มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัม ต่อวัน หรือมากกว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ส่วนอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัวและเกิดอาการผื่นแดง สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่อ อาหารโปรตีน เช่น ไข่ นมหรือข้าวสาลีไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริม แอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบและสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าจำเป็นก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
L-Carnitine Plus+ 500 Mg. สูตรเร่งเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน
แอล-คาร์นิทีน (L-Carnitine) เป็นชื่อกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถผลิตได้ที่ตับ ทำหน้าที่ช่วยทำให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดังนั้น หากร่างกายขาดสาร Carnitine หรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวพาเม็ดไขมันไปเผาผลาญแล้วล่ะก็ ปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากไขมันสะสมก็จะเป็นเรื่องตามมาที่สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณอย่างมากมาย เช่น ความอ้วน และการสะสมของไขมันตามหลอดเลือด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และ นำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูงและมีความดันโลหิตสูงตามมาได้ นอกจากนี้ ยังอาจจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึมและเหนื่อยง่าย
ประโยชน์ที่ได้จากสาร L-Carnitine
- ร่างกายเผาผลาญไขมัน
- ลดความอ้วน ลดไขมันส่วนเกิน
- ดักจับไขมันสัตว์ คาร์โบไฮเดรต และแป้ง
- คาร์นิทีนจะทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglycerides) อยู่ในระดับต่ำ และช่วยเพิ่มระดับคอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ (HDL-คอเรสเตอรอล) ในเลือด
- ป้องกันโรคหัวใจ และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
- ช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น มีความทนทานมากขึ้น และป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ
- ช่วยทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น
- ช่วยลดความเสียหายของเซลล์ประสาทอันเนื่องมาจากความเครียดและอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ แต่ได้ผลเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย ทำให้อาการของโรคไม่เป็นไปมากกว่านี้
- มีผลต่อสุขภาพจิตในทางบวกและลดภาวะความเครียด
- ช่วยในการทำงานของตับ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคนเรา
ส่วนประกอบที่สำคัญ L-Carnitine 500Mg.
- โครเมียม 100 Mg.
- ถั่วขาว 200 Mg.
- แคปซิคั่ม 100 Mg.
- ส้มแขก 80 Mg.
CLA 50 Mg. - มะขามป้อม 20 Mg.
ตะบองเพรช 20 Mg.
วิธีรับประทาน :: ครั้งละ 1-2 เม็ด ก่อนอาหารระหว่างวันประมาณ 10-20 นาที
คำแนะนำ :: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ควรเก็บในที่ร่ม และให้พ้นแสงแดด
ไม่ควรบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังหรือเครื่องดื่มที่มีสารประกอบคาเฟอีน เนื่องจากมีผลทำให้เกิดปฏิกิริยาเร่งการเผาผลาญมากเกินไป
หากมีประวัติโรคภูมิแพ้อากาศ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน
ควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอวันละ 15-30 นาที ด้วยการซิตอัพ และใช้ท่าสบายๆ วิ่งเบาๆ
Credit: google.co.th keyword: L-carnitine
![]()