Catalog
Search
Blog / News
3 พฤษภาคม 2553
27 กันยายน 2552
27 กันยายน 2552
18 กันยายน 2552
18 กันยายน 2552
Subscribe for email newsletter (blog):
or RSS 2.0
Survey
 
เว็บไซต์นี้ได้รับการจดทะเบียน
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
กับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
กระทรวงพาณิชย์
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
3100904403592
Viewed Best With - 1024 x 768

web counter

Blog / News RSS 2.0

วิสกี้

วิสกี้
วิสกี้ คือ สุรากลั่นที่ทำจากข้าวชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิดก็ได้ โดยนำมาหมักแล้วกลั่นให้มีดีกรีสูงขึ้น จากนั้นนำไปเก็บบ่มในถังไม้โอ๊ก เพื่อให้ได้สี กลิ่น รสที่ดีขึ้น แต่ก่อนจะนำมาบรรจุขวด บางชนิดยังนำไปปรุงแต่ง สี กลิ่น รสอีกครั้ง เพื่อให้ได้มาตรฐานตามความนิยมของผู้บริโภค
วิสกี้ที่นิยมาก นอกจากวิสกี้ของท้องถิ่นแล้ว วิสกี้จากต่างประเทศที่นิยมกันมากก็มี Scotch Whisky, Irish Whisky, American Whisky, Canadian Whisky ซึ่งจะมีเอกลักษณ์ในด้าน กลิ่น และรสชาติที่แตกต่างกันออกไป
• ขั้นตอนการผลิตวิสกี้
   o ขั้นที่ 1 การทำมอลติง (Malting) เป็นขั้นตอนที่นำเมล็ดข้าว เช่น ข้าวบาร์เลย์ มาทำให้ได้เป็นข้าวมอลท์
   o ขั้นที่ 2 การทำแมชชิง (Mashing) เป็นขั้นตอนที่นำข้าวมอลท์ที่ได้มาละลายต้มกับน้ำ ซึ่งสารละลายที่ได้เรียกว่า Wort
   o ขั้นที่ 3 การหมัก (Fermenting) เป็นขั้นตอนที่เติมเชื้อยีสต์ แล้วปล่อยให้เกิดการหมักได้แอลกอฮอล์เกิดขึ้น
   o ขั้นที่ 4 การกลั่น (Distilling) เป็นขั้นตอนที่ทำการกลั่นเพื่อให้ได้วิสกี้ที่ดีตามที่ต้องการ
   o ขั้นที่ 5 การบ่ม (Maturing) เป็นขั้นตอนที่นำวิสกี้ที่ได้มาทำการบ่มในถังไม้โอ๊ก เพื่อให้ได้วิสกี้ที่มีรสชาติดีขึ้น
• ชนิดของวิสกี้ แบ่งโดยช่วงเวลาบ่มได้ดังนี้
   o ระดับซุปเปอร์พรีเมียม เป็นสุรานำเข้าที่มีอายุการบ่ม 15 ปีขึ้นไป มีระดับราคาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ยี่ห้อที่นิยม ได้แก่ Blue Lable
   o ระดับพรีเมียม เป็นสุรานำเข้าที่มีอายุการบ่ม 12-15 ปี มีราคาขวดละ 600-1,000 บาท ยี่ห้อที่นิยม ได้แก่ Black Lable , Chivas Regal และ Ballentine เป็นต้น
   o ระดับสแตนดาร์ด มีอายุการบ่ม 5 ปีขึ้นไป เป็นสุรานำเข้าทั้งสิ้น มีระดับราคา 300-500 บาท ยี่ห้อที่นิยม ได้แก่ Red Label , J&B , Passport เป็นต้น
• ประเทศที่มีชื่อเสียงในการผลิตวิสกี้
   o สก็อต์ช์วิสกี้ (Scotch Whiskey)
สก็อตช์วิสกี้ หมายถึง วิสกี้ที่ผลิตจากประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งประเทศสกอตแลนด์นี้เป็นที่เชื่อกันว่าเป็นประเทศแรกที่มีการผลิตวิสกี้ขึ้น สำหรับพื้นที่ของประเทศสกอตแลนด์ที่มีการผลิตวิสกี้นั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 เขต คือ
    เขตที่ 1 เขตไฮแลนด์ (The Highlands)
    เขตที่ 2 เขตโลว์แลนด์ (The Lowlands)
    เขตที่ 3 เขตแคมเพลทาวน์ (Campbeltown)
    เขตที่ 4 เขตไอส์เลย์ (Islay)
ซึ่งวิสกี้ที่ผลิตจากแต่ละเขตจะมีคุณภาพและลักษณะที่แตกต่างกันออกไป แต่วิสกี้ไม่ว่าจะผลิตจากเขตใดของประเทศสกอตแลนด์เป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก และยังถือว่าวิสกี้ที่ผลิตจากประเทศสกอตแลนด์นี้เป็นวิสกี้ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก วิสกี้ที่ผลิตจากประเทศสกอตแลนด์มีอยู่หลายชนิดและหลายยี่ห้อด้วยกัน แต่วิสกี้จากประเทศนี้มีวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตและวิธีการกลั่นในขบวนการผลิตที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
- สก็อตช์มอลท์วิสกี้ (Scoth Malt Whisky)
เป็นวิสกี้ที่ผลิตมาจากมอลท์ – บาร์เลย์เท่านั้น สำหรับกรรมวิธีในการผลิตในขั้นตอนการกลั่นจะใช้วิธีการกลั่นแบบ The Pot Still Process ขั้นตอนในการผลิตวิสกี้ประเภทนี้ สรุปได้ดังนี้
    1. Cleaning เป็นขั้นตอนที่นำเอาข้าวบาร์เลย์มาทำความสะอาด เพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมที่อาจติดมาด้วยออกให้หมด
    2. Malting เป้นขั้นที่นำเอาข้าวบาร์เลย์ที่ได้คัดเลือกแล้วมาทำให้ชุ่มด้วยน้ำประมาณ 2 วัน หลังจากนั้นจึงนำไปผึ่งแดดบนพื้นคอนกรีตเพื่อทำการเพาะเชื้อ และจะได้ Green Malt
    3. Drying เป้นขั้นตอนที่นำเอาข้าวมอลท์ที่ได้มาทำให้แห้งที่เตาไฟที่ใช้ถ่านไม้และเกิดควันซึ่งเป็นตัวให้กลิ่นกับแป้งที่ได้ จากนั้นจึงนำข้าวมอลท์ที่ได้ไปบดให้ละเอียด
    4. Mashing เป็นขั้นที่นำเอาข้าวมอลท์ที่ได้จากการบดละเอียดแล้วมาผสมกับน้ำร้อน ซึ่งจะทำให้มีการเปลี่ยนแป้งที่ละลายไปเป็นน้ำตาล Maltose สารละลายที่ได้เรียกว่า Wort
    5. การหมัก (Fermentation) เป็นขั้นตอนที่นำเอา Wort ที่ได้มาทำให้เย็นลง แล้วทำการหมักด้วยเชื้อยีสต์ ซึ่งในขั้นนี้จะมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นโดยเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล และจากน้ำตาลจะเปลี่ยนไปเป็นแอลกอฮอล์ สารละลายได้หลังจากการหมักเรียกว่า Wash
    6. การกลั่น (Distillation) เป็นการกลั่นโดยวิธี The Pot Still Process ถึง 2 ครั้ง หลังจาการกลั่นแล้วจะได้ New Whisky
    7. การบ่ม (Maturation) เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่นำเอาวสกี้ที่กลั่นได้มาทำการบ่มใส่ถังไม้อ็ก เพื่อให้วิสกี้มีสี กลิ่น และรสชาติดี

- สก็อต์เกรนวิสกี้ (Scoth Grain Whisky)
เป็นวิสกี้ที่ผลิตจากเมล็ดข้าวชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าวเมซ (Maize), ข้าวไรน์ (Rye) ไม่ได้ใช้ข้าวบาร์เลย์เป็นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว วิสกี้ประเภทนี้เมื่อเปรียบเทียบกับมอลท์วิสกี้แล้ว วิสกี้ประเภทนี้จะมีการผลิตและการจำหน่ายมากกว่า แต่ถ้าเปรียบเทียบถึงคุณภาพแล้วมอลท์วิสกี้จะมีคุณภาพดีกว่า เพราะวัตถุดิบที่นำมาผลิตมอลท์วิสกี้ดีกว่า และระยะเวลาในการบ่มก็มากกว่า แต่สำหรับขบวนการผลิตเกรนวิสกี้นั้นจะใช้ขั้นตอนการกลั่นแบบ The Patent Still Process ซึ่งการกลั่นแบบนี้จะรวดเร็ว และได้ปริมาณแอลกอฮอล์สูง
ในการผลิตวิสกี้ของประเทศสกอตแลนด์ นอกจากจะมีมอล์วิสกี่ และเกรนวิสกี้แล้ว ยังมีเบลนวิสกี้ (Blended Whisky) ที่นิยมผลิตโดยอาจจะนำเอามอลท์วิสกี้ และเกรนวิสกี้มาผสมกัน ซึ่งได้วิสกี้ที่มีสี กลิ่น และรสชาติเฉพาะตัวไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของมอลท์วิสกี้ และเกรนวิสกี้ที่นำมาผสมกัน
สำหรับวิสกี้ของประเทศสกอตแลนด์ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็น Blended Whisky และวิสกี้ของประเทศสกอตแลนด์ที่มีจำหน่ายและมีชื่อเสียงมีอยู่มากมาย เช่น

1. ชีวาส รีเกิล (Chivas Regal)
2. Johnnie Walker Black Label
3. Johnnie Walker Red Label
4. โอล พาร์ (Old Parr)
5. Ballentine’s
6. วาท 69 (Vat 69)
7. เบลล์ (Bell’s)
8. เฮค (Haig)
9. Dewar’s White Label
10. แม็กคอลลัม (Mccallum’s)
11. White Horse
12. Black & White
13. คิง จอร์จ โฟร์ (King George IV)
14. Highland Queen
15. Something Specail
16. เฟมัส เกราส์ (Famous Grouse)
17. เกลนฟิดดิช (Glenfiddich)
18. Suntory Whisky
19. J & B
20. Teacher’s
21. Seagram’s 100 Pipers
22. Cutty Sark
23. Big “T”
24. Grant’s
25. Passport Scotch

o อเมริกันวิสกี้ (American Whiskies)
เป็นวิสกี้ที่ผลิตจากประเทศอเมริกา ซึ่งนิยมเรียกว่า เบอร์เบิ้ล (Bourbon) มากกว่าเรียกวิสกี้ และคำว่า Bourbon เป็นชื่อเมืองที่มีการผลิตวิสกี้เป็นครั้งแรกของประเทศอมเริกา วิสกี้ที่ผลิตจกาประเทศอเมริกาจะใช้พวกเมล็ดข้าวโพด, ข้าว Maize, ข้าวสาลี (Wheat) และข้าวRye เป็นวัตถุดิบส่วนมาก สำหรับในขบวนการผลิตวิสกี้ของประเทศอเมริกานั้นจะใช้วิธีการหลั่นแบบ The Patent Still Process เช่นเดียวกับการผลิตเกรนวิสกี้ของประเทศสกอตแลนด์ ส่วน Blended Whiskey ของประเทศอเมริกานี้จะมีความแตกต่างจาก Blended Whiskey ของประเทศอื่นตรงที่อัตราส่วนผสมจะไม่เท่ากัน กล่าวคือ ถ้า Blended Whiskey ของประเทศอเมริกาจะใช้อัตราส่วนผสมของสเตรทวิสกี้ (Straight Whiskey) ไม่น้อยกว่า 51% กับวิสกี้อื่น ๆ อีก 49% ในปัจจุบันนี้ประเทศอเมริกามีการผลิตวิสกี้เป็นจำนวนมากพอสมควร และวิสกี้ที่ผลิตทั้งหมดจะเป็น Blended Whiskey เกือบครึ่งหนึ่งสำหรับวิสกี้ที่ผลิตจากประเทศอเมริกานั้นมีหลายชนิดด้วยกัน แต่จะใช้วัตถุดิบที่นำมาผลิตวิสกี้เป็นหลักในการแบ่งประเภทได้ดังนี้
- Straight Whiskey คือ วิสกี้ที่ได้มาจากการลั่นของการหมักของแมช เกรน (Mash Grain) เป็นวิสกี้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ถึง 160 พรู้ฟ (Proof) คือมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่มากกว่า 110 Proof แต่จะไม่น้อยกว่า 80 Proof
(2 Proof = 1 ดีกรี)
- Rye Whiskey คือวิสกี้ที่ได้มาจากการกลั่นของการหมักของ Mash Grain ซึ่งจะมีเมล์ดข้าวไรน์อยู่ไม่น้อยกว่า 51% และเป็นวิสกี้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ถึง 160 Proof
- Straighr Bourbon Whiskey คือ Straight Whiskey ที่ได้มาจากการกลั่นของการหมักของ Mash Grain ซึ่งมีเมล็ดข้าวโพดไม่น้อยกว่า 80%
- Straight Corn Whiskey คือ Straight Whiskey ที่ได้มาจากการกลั่นของการหมักของ Mash Grain ซึ่งมีเมล็ดข้าวโพดไม่น้อยกว่า 80%
- Straight Wheat Whiskey คือ Straight Whiskey ที่ได้มาจากการกลั่นของการหมักของ Mash Grain ซึ่งจะมีเมล็ดข้าวสาลีไม่น้อยกว่า 51%
- Straight Malt Whiskey คือ Straight Whiskey ที่ได้จากการกลั่นของการหมักของ Mash Grain ซึ่งจะมีเมล็ดข้าวบาร์เลย์ไม่น้อยกว่า 51%
- Blended Whiskey เป็นวิสกี้ที่ได้จากการผสมของ Straight Whiskey อย่างน้อย 20% และจะเปปปป้นวิสกี้ที่มีปริมาณของแอลกอฮอล์ไม่น้อยกว่า 80 Proof หรือเท่ากับ 40 ดีกรีนั่นเอง
อเมริกันวิสกี้ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยและที่มีชื่อเสียงพอสมควรเป็นที่นิยมของนักดื่มได้แก่

1. Four Roses
2. Old Forester
3. Early Times
4. Seagram’s 7 Crown
5. Old Grand Dad
6. Hunter
7. Old Crow
8. Antique
9. Jack Daniel’s
10. Old Charter
11. Kessler
12. Henry Mckenna
13. Seagram’s Benchmark
14. Jim Beam

o แคนาเดียนวิสกี้ (Canadian Whiskey)
เป็นวิสกี้ที่ผลิตจากประเทศแคนาดา โดยใช้เมล็ดข้าวไรน์, ข้าวโพด, ข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์ เป็นวัตถุดิบที่ใช้หมักผสมกันโดยอัตราส่วนตามแต่ผู้ผลิต แต่แคนาเดียนวิสกี้มีคนเป็นจำนวนมากที่เชื่อว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตนั้นจะเป็นเมล็ดข้าวไรน์มากที่สุด จึงทำให้วิสกี้ชนิดนี้ถูกเรียกว่าเป็นไรน์วิสกี้ชนิดหนึ่ง สำหรับขบวนการและวิธีการผลิตของวิสกี้ชนิดนี้ส่วนใหญ่จะคล้ายกับวิสกี้ที่ผลิตจากประเทศอเมริกา แต่จะแตกต่างกันเฉพาะระยะเวลาที่ใช้ในการบ่ม ก่อนที่จะบรรจุขวดออกจำหน่าย กล่าวคือ ถ้าเป็นแคนาเดียนวิสกี้ระยะเวลาในการบ่มก่อนที่จะส่งออกจำหน่ายนั้นอย่างน้อย 6 ปี หรืออาจจะมากกว่า สำหรับปริมาณแอลกอฮอล์ของแคนาเดียนวิสกี้จะประมาณ 86 – 90 Proof
ประเทศแคนาดา นอกจากจะมีการผลิตแคนาเดียนวิสกี้ แล้วยังมีการผลิตวิสกี้ที่เรียกว่า Blended Canadian Whiskey ด้วย สำหรับแคนาเดียนวิสกี้และเบลนแคนาเดียนวิสกี้ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย และเป็นที่รู้จักของนักดื่มทั่ว ๆ ไปได้แก่
1. Canadian Club
2. Seagram’s V.O.
3. Seagram’s Crown Royal
4. Canadian Mist
5. Winsor Canadian
o ไอริชวิสกี้ (Irish Whiskey)
เป็นวิสกี้ที่ผลิตจากประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นวิสกี้ที่มีคนเชื่อกันว่าเป็นวิสกี้ที่ได้จากการกลั่นของการหมักของมันฝรั่ง เนื่องจากว่าในประเทศไอร์แลนด์ คนส่วนใหญ่จะกินมันฝรั่งเป็นอาหาร แต่ตามความเป็นจริงแล้วไอริชวิสกี้ไม่ได้ใช้มันฝรั่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่จะใช้พวกเมล็ดข้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิตเหมือนกับวิสกี้ที่ผลิตในประเทศอื่น ๆ กล่าวคือ ไอริชวิสกี้จะใช้เมล็ดข้าวบาร์เลย์, ข้าวโพด, ข้าวไรน์ และเมล็ดข้าวอื่น ๆ ในการหมัก สำหรับวิธีการหลั่นในการผลิตไอริชวิสกี้จะใช้แบบ The Patent Still Process ส่วนระยะเวลาในการบ่มของไอริชวิสกี้ก่อนที่จะส่งออกจำหน่ายจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 ปีหรือมากกว่า จึงทำให้ไอริชวิสกี้มีรสชาตินุ่ม เนื่องจากระยะเวลาในการบ่มนานพอสมควร
สำหรับไอริชวิสกี้ที่มีจำหน่ายและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในประเทศไทยจะมีอย฿น้อยมากไม่กี่ยี่ห้อที่มีขาย และถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้แก่
1. John Jameson
2. John Power
• ภาชนะที่ใช้ในการบ่ม
o ถังไม้อ๊ก (Oak)
o ถังไม้เชอร์รี (Sherry) ถ้าบ่มในถังไม้เชอร์รีจะให้สีของวิสกี้ที่เข้มกว่าถังไม้โอ๊ก เห็นได้จากไอริชวิสกี้จะมีสีเข้มกว่าพวกสก็อตวิสกี้ อเมริกันวิสกี้ และแคนาเดียนวิสกี้
• ประโยชน์ของวิสกี้
1. ใช้เป็นเครื่องดื่มดื่มก่อนอาหาร
2. ใช้เป็นเครื่องดื่มดื่มพร้อมกับอาหาร
3. ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องดื่มประเภท Cocktail
4. ใช้เป็นส่วนประกอบในการประกอบอาหารพวกแฟลมเบ
5. ใช้ในการประกอบอาหารบางชนิด
6. ใช้เป็นส่วนประกอบเครื่องดื่มไอริชคอฟฟี โดยเฉพาะไอริชวิสกี้ 

 

แหล่งที่มา : http://article.kcnbrand.com/food/drink/16217

 

การใช้โลหะบำบัด

แหวนเงิน โลหะบำบัด นิ้วโป้ง   
ใส่แหวนทอง  เหมาะสำหรับคนที่มีปัญญาเกี่ยวกับการขับถ่าย เพราะจะช่วยลำไส้ใหญ่ขับถ่ายได้อย่างสะดวก
ใส่แหวนเงิน   ช่วยดูดสารพิษที่อยู่ภายในปอด เป็นการบำรุงปอดให้แข็งแรง และสูดหายใจอย่างเต็มอิ่ม

นิ้วชี้
ใส่แหวนทอง  แก้อาการเจ็บปวดในบริเวณเข่าและช่วยบำรุงให้กระเพาะอาหารแข็งแรง
ใส่แหวนเงิน   ขจัดสารพิษบริเวณม้าม แก้โรคเกาต์ เบาหวาน น้ำเหลืองเสีย และช่วยลดความอ้วน

นิ้วกลาง
ใส่แหวนทอง   ช่วยแก้ปัญหาปัสสาวะบ่อย และยังช่วยปรับความร้อนภายในร่างกาย
ใส่แหวนเงิน    ช่วยกรองเลือดผ่านหัวใจให้สะอาดขึ้น และป้องกันหัวใจวาย

นิ้วนาง
ใส่แหวนทอง   ช่วยแก้ปัญหานอนหลับยาก และแก้ปัฐหาปวดศีรษะจากโรคไมเกรน
ใส่แหวนเงิน    ช่วยแก้ปัญหาสารพิษที่ตกค้างอยู่ในตับ และช่วยล้างไขมัน

นิ้วก้อย
ใส่แหวนทอง   ช่วยดูแลเรื่องปากมดลูก ปีกมดลูก รังไข่ กระเพาปัสสาวะ ของคุณผู้หญิง รวมถึงอัณฑะและไส้เลื่อนของคุณผู้ชาย
ใส่แหวนเงิน    ช่วยชำระและขจัดสารพิษบริเวณไต  จะใส่นิ้วก้อยข้างซ้ายหรือข้างขวาก็ได้ เพราะเรามีไตซ้ายและไตขวา

การใส่แหวนเป็นการใช้โลหะบำบัด ช่วยได้เล็กน้อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทดลองทำดู
ควรดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องหลักจะดีที่สุด โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้าและออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

จากหนังสือ กินเป็น ลืมป่วย

วิธีการแก้ปัญหา

เรื่องแรก
เมื่อองค์การนาซ่าได้เริ่มปล่อยจรวดเพื่อการสำรวจอวกาศ พวกเขาพบว่า ปากกาไม่สามารถเขียนได้ที่แรงโน้มถ่วงของโลกเท่ากับ 0 (น้ำหมึกไม่สามารถไหลออกมาที่กระดาษที่ต้องการเขียนได้) การแก้ปัญหานี้ ได้ใช้เวลาราว 10 ปีและได้ใช้เงินมูลค่า 12 ล้านดอลล่าห์ (480 ล้านบาท) พวกเขาได้สร้างปากกาที่สามารถใช้งานได้ที่แรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์ เขียนแบบคว่ำ หรือเขียนที่ใต้น้ำได้ สามารถเขียนได้ ไม่ว่าสภาพผิวเป็นเช่นไร รวมทั้ง ผิว crystal และที่อุณหภูมิช่วงต่ำกว่าจุดเยือกแข็งจนถึงที่มากกว่า 300 องศาเซลเซียลได้ด้วยปัญหาแบบเดียวกัน ทางรัสเซีย ใช้ ดินสอ

เรื่องที่สอง
หนึ่งในเรื่องที่นิยมใช้ในการสอนที่ประเทศญี่ปุ่นได้แก่ เรื่องของการเกิดปัญหาที่ว่าสบู่ที่ลูกค้าซื้อไม่มีสบู่มาด้วย คือได้แต่กล่องเปล่าๆมา เรื่องนี้มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตเครื่องสำอางของญี่ปุ่น ได้รับการร้องเรียนจากทางลูกค้าถึงปัญหาดังกล่าว ทางด้านวิศวกรที่รับผิดชอบ ได้แก้ปัญหาโดยการสร้างเครื่อง X-ray เพื่อการตรวจดูว่าภายในของกล่องสบู่มีสบู่หรือไม่ และเพื่อการนี้ก็ได้ให้คน 2 คนคอยเฝ้าที่จอ เพื่อดูให้แน่ใจได้ว่าไม่มีการหลุดของกล่องที่ไม่ได้บรรจุสบู่ไป แน่นอนว่าคน 2 คนที่ดูจอมอนิเตอร์คงไม่สนุกในการทำงานนี้เท่าไหร่

ด้วยปัญหาเดียวกัน พนักงานหน้างานที่บริษัทเล็กแห่งหนึ่ง เขาไม่ได้แก้ปัญหาโดยการสร้างเครื่อง X-ray แต่สิ่งที่เขาทำได้แก่ การใช้พัดลมอุตสาหกรรม(Blower) เป่าที่รางสายพานขณะที่กล่องสบู่วิ่งผ่าน กล่อง ที่ไม่ได้บรรจุสบู่เมื่อถูกลมก็จะปลิวออกนอกสายพานลำเลียงเอง

ในชีวิตจริงมีคนมากมายทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก เรื่องง่ายๆ ที่บางทีคนเราก็นึกไม่ถึง ปัญหาหลายอย่างไม่ได้มีทางออกแค่ทางเดียว

สู้ๆ เพื่อวันข้างหน้าที่ดีกว่าเพราะวันที่ผ่านมามันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ตัดสินใจ.คอม

ที่มา : Internet ..

 

แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine)

แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) คือ แอล-คาร์นิทีนเป็นรูปที่ออกฤทธิ์ของกรด อะมิโนชนิดคาร์นิทีนซึ่งผลิตจากตับและไต ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะหัวใจวาย ช่วยเพิ่มการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ และเพิ่มขบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกาย เรามักใช้เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกิน ของร่างกายและใช้ร่วมในโปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก

แอลคาร์นิทีน(L-Carnitine) เป็นชื่อกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ผลิตได้ที่ตับ โดยมีการสังเคราะห์จากกรดอะมิโน 2 ชนิดคือ Lysine และ Methionine พร้อมกับอาศัยตัวเร่งให้เกิดการสังเคราะห์ ได้แก่ Niacin วิตามิน B6 C และธาตุเหล็ก โดยปกติจะพบในสัตว์เนื้อแดงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนกล้ามเนื้อลายจะมากเป็นพิเศษ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หน้าที่หลักของ Carnitine จะช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ เข้าไปใช้ใน เซลล์ต่างๆ ซึ่งในจุดนี้เองที่จะทำให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดังนั้นหากร่างกายขาดสาร Carnitine หรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวพาเม็ดไขมันไปเผาผลาญแล้วละก็ ปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากไขมันสะสมก็จะเป็นเรื่องตามมาที่สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความอ้วน และการสะสมของไขมันตามหลอดเลือด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และนำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูงและมีความดันโลหิตสูงตามมาได้ นอกจากนี้ ยังอาจจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึมและเหนื่อยง่าย
      

มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันถึงประโยชน์ของการใช้ L-carnitine ในวงการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก จนไม่สามารถตั้งศีรษะให้ตรงได้ ซึ่งหลังจากมีการใช้ L-carnitine ขนาด 2 กรัม/วัน อาการดังกล่าวก็หายไป หรือการใช้ในนักกีฬา ก็มีการยืนยันว่าสามารถเพิ่มแรงสำหรับการออกกำลังกายหนักๆ เช่น วิ่งมาราธอน รวมทั้งมีการใช้ L-carnitine เพื่อช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น
     

ในส่วนบทบาทในการลดน้ำหนักและลดไขมันสะสม ดูเหมือนว่า L-carnitine น่าจะเป็นคำตอบที่ดีของคุณๆ ที่ประสงค์จะลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ เนื่องจากมีการทดลองนำเอาเซลล์ไขมัน(Adipose Tissue) ของคนอ้วนมาวิเคราะห์ พบว่าในเนื้อเยื่อดังกล่าวแทบจะไม่มี Carnitine อยู่เหลือเลย ดังนั้นจากความสัมพันธ์นี้เอง ทีมนักวิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่า กลไกการลำเลียงไขมันเพื่อไปใช้ หากถูกขัดขวางด้วยวิธีใดก็ตาม ก็จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันได้ แต่หากให้สารชนิดนี้เพิ่มเข้าไป ก็จะส่งผลให้อัตราการเผาผลาญของไขมันสะสมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่สนับสนุนผลการลดไขมันสะสมของคนอ้วน โดยการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยได้ให้แบ่งวัยรุ่นที่อ้วนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทาน L-carnitine ขนาด 2 g/วัน อีกกลุ่มได้ยาหลอ (Placebo) โดยทั้งสองกลุ่มถูกจำกัดอาหารให้มีแคลอรี่เท่าๆกัน และมีการออกกำลังกายขนาดปานกลางเหมือนกัน หลังจากนั้น 3 เดือนต่อมาจึงทำการวัดน้ำหนักตัวอีกครั้ง พบว่ากลุ่มที่ได้รับ L-carnitine น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย 11 ปอนด์ ขณะที่อีกกลุ่มลดลงเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปอนด์ และปริมาณไขมันในกระแสเลือดก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 
ดังนั้น L-carnitine ซึ่งแม้ว่าจะพบมากในสัตว์เนื้อแดงก็ตาม แต่ปริมาณที่ได้จากการทานใน 1 วัน จะให้กรดอะมิโนดังกล่าวเพียง 50-200 mg.เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงไขมันสะสมไปเป็นพลังงาน ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าหากคุณต้องการลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ L-carnitine ขนาด 500-1,000 mg./วัน (1 cap 500 mg. หรือ แบบชนิดน้ำ 1000 mg/30 ml. สำหรับข้อดีในเรื่องการออกฤทธิ์ที่รวดเร็วขึ้น) น่าจะเป็นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการลดน้ำหนัก และหากคุณมีดัชนีมวลร่างกาย (BMI) มากกว่า 25 ปริมาณการใช้จะสูงขึ้นตามลำดับ ซึ่งมีงานวิจัยที่ยืนยันความปลอดภัยจากการใช้ว่า L-carnitine ยังไม่มีผลทางลบแม้จะรับประทานในขนาดสูงถึง 4 g./ วันก็ตาม

ข้อควรระวัง คาร์นิทีนค่อนข้างปลอดภัย แต่หากรับประทานเกินวันละ 6 กรัม อาจเกิดอาการบวม ตะคริวหรือท้องเสียได้ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้คาร์นิทีน

L-Carnitine : เพื่อรูปร่างและสุขภาพที่ดี

 ใน ปัจจุบันเราคงเคยได้พบเห็นโฆษณาเกี่ยวกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายยี่ห้อ ที่มีส่วนผสมของสาร L-Carnitine ซึ่งส่วนใหญ่มักสื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงประโยชน์ของ L-Carnitine ในประเด็นที่ช่วยทำให้หุ่นหรือรูปร่างดีขึ้นโดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายก็สื่อถึงรูปร่างสมชายชาตรีที่มีกล้ามเป็นมัด หน้าท้องซิกแพ็ค ดังนั้นเราจึงมักรู้จัก L-Carnitine ในบทบาทของการช่วยลดน้ำหนักทำให้รูปร่างดูดี แต่ในความเป็นจริงนอกเหนือจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว L-Carnitine ยังมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกายในอีกหลายๆด้าน ดังนั้นเรามาเริ่มทำความรู้จักและเข้าใจสารอาหารชนิดนี้กันให้มากขึ้น

แหล่งที่มาของ L-Carnitine  

             L-Carnitine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายผลิตได้เองจากตับและไต โดยสามารถสังเคราะห์จากกรดอะมิโน2ชนิด คือ ไลซีน (Lysine) และ เมไทโอนีน(Methionine) พร้อมกับอาศัยตัวเร่งให้เกิดการสังเคราะห์ (Catalyst)ได้แก่ วิตามิน C, วิตามิน B3 (Niacin),วิตามิน B6 (Pyridoxin) และธาตุเหล็ก

            ในอาหารเราจะพบสาร L-Carnitine ได้ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เนื้อแดง นม ผลิตภัณฑ์จากนม ผลไม้ ได้แก่ ผลอะโวกาโด(Avocado) ธัญพืช ผักใบเขียว ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก ดังนั้นผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำอาจเกิดปัญหาร่างกายขาดแคลน L-Carnitine ได้

หน้าที่หลักของ L-Carnitine

            L-Carnitine ที่ ถูกสร้างขึ้นในร่างกายจะถูกนำไปเก็บสะสมไว้ที่กล้ามเนื้อลายเช่น กล้ามเนื้อตามแขน ขา ของเรานั่นเอง นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปเก็บที่กล้ามเนื้อหัวใจ สมองและสเปิร์ม หน้าที่หลักของ L-Carnitine คือการช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ เข้าสู่ Mitochondria เพื่อใช้ในเซลล์ต่างๆ ซึ่งเป็นการนำพาไขมันต่างๆไปเปลี่ยนเป็นพลังงานนั่นเอง ดังนั้นหากร่างกายขาดสาร L-Carnitine หรือ มีไม่เพียงพอที่จะนำพาโมเลกุลไขมันไปเผาผลาญจะเกิดปัญหาสุขภาพอันเนื่องมา จากร่างกายมีการสะสมของไขมันมากเกินไป และจะเกิดผลเสียตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความอ้วน และการสะสมของไขมันตามหลอดเลือดซึ่งอาจ จะส่งผลต่อการยืดหยุ่นของหลอดเลือดและนำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูงตามมาได้ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึม และเหนื่อยง่าย

ประโยชน์ของ L-Carnitine

  • การลดน้ำหนัก

          ในกลุ่มคนที่มีความต้องการลดน้ำหนักหรือลดไขมันสะสม L-Carnitine เป็นทางเลือกที่ดีของผู้ที่ประสงค์จะลดน้ำหนักด้วยสารจากธรรมชาติ เนื่องจากมีการทดลองนำเอา เซลล์ไขมัน ( Adipose Tissue ) ของคนอ้วนมาทำการวิเคราะห์พบว่าในเนื้อเยื่อดังกล่าวแทบจะไม่มี L-Carnitine เหลืออยู่เลย และมีผลการวิจัยที่ยืนยันว่า L-Carnitine มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดน้ำหนักลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ในหมู่ของนักกีฬายกน้ำหนักหรือผู้ชายที่ออกกำลังกายยกน้ำหนัก จะใช้ L-Carnitine เพื่อต้องการเสริมสร้างกล้ามให้ได้รูปชัดเจนขึ้น เนื่องการมีการนำไขมันจากบริเวณดังกล่าวไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงงาน

           L-Carnitine ซึ่งแม้ว่าจะพบมากในสัตว์เนื้อแดงก็ตาม แต่ปริมาณที่ได้จากการทานใน 1 วัน จะให้กรดอะมิโนดังกล่าวเพียง 50-200 mg.เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงไขมันสะสมไปเป็นพลังงาน ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำปริมาณที่เหมาะสมของ L-Carnitine สำหรับการลดน้ำหนักที่ขนาด 500-2,000 mg. ต่อวัน

  • เพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกาย

               L-Carnitine มี ผลช่วยให้ร่างกายมีสมรรถภาพในการออกกำลังกายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพลังงานจากไขมันส่วนหนึ่งจะไปช่วยเสริมสมรรถภาพทางร่างกายให้แข็ง แรงขึ้นได้ สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น มีความทนทานมากขึ้นและป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมา จากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลงานวิจัยที่สนับสนุนว่า ในการให้นักกีฬาที่มีอาการของโรคร่างกายอ่อนเพลียเรื้อรัง 7 คน รับประทาน L-Carnitine เสริมกับการฝึกซ้อม พบว่านักกีฬาสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้นโดยปราศจากอาการอ่อนเพลีย โดย L-Carnitine ช่วยให้นักกีฬาทั้ง 7 คน มีสมรรถภาพทางการวิ่งได้เร็วขึ้นเฉลี่ย 6%

  • ผลดีต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ

          L-Carnitine ทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์(Ttriglycerides)อยู่ในระดับต่ำและช่วยเพิ่มระดับ คอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ (HDL-คอ เรสเตอรอล) ในเลือด ดังนั้นจึงช่วยลดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความดัน โลหิตสูงตามมา นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจโดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย

  • เพิ่มสมรรถภาพของระบบสืบพันธุ์ในผู้ชาย

           การศึกษาทางการแพทย์พบว่าในการผลิตเชื้ออสุจิ ( sperm ) จำเป็นต้องใช้ L-Carnitine เพื่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ของอสุจิ และในการวิจัยพบอีกว่า ในท่อนำอสุจิมีปริมาณของ L-Carnitine เข้มข้นอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเชื้ออสุจิต้องการพลังงานในการ oxidation และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไขมันให้อยู่ในรูป Mitochondria ซึ่งมีส่วนสำคัญในการให้พลังงานกับอสุจิเพื่อใช้ในการสร้างส่วนหางเพื่อการ เคลื่อนที่ที่รวดเร็วของอสุจิ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ L-Carnitine ในปริมาณที่เข้มข้น

          จากผลการวิจัยพบว่าการเสริม L-Carnitine สามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรค idiopathic asthenospermia หรือเรียกว่า โรคเกี่ยวกับการที่อสุจิเคลื่อนที่ช้าผิดปกติมีอาการดีขึ้นได้ โดยการวิจัยกับผู้ป่วยจำนวน 100 คน ให้รับประทาน L-Carnitine ขนาด 3 กรัม/วัน เป็นเวลา 4 เดือน พบว่าผู้ป่วยทุกคนมีอาการดีขึ้น โดยมีการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น และยังช่วยในการเพิ่มจำนวนของตัวอสุจิมากขึ้นด้วย และมีผลการวิจัยที่คล้ายคลึงกัน โดยให้ผู้ป่วย asthenospermia รับประทาน L-Carnitine ขนาด 3 กรัม/วัน เช่นเดียวกันเพื่อวัดความเร็วของอสุจิ พบว่ามีผู้ป่วย 37 คน จากทั้งหมด 47 คน ที่มีความเร็วของอสุจิเพิ่มขึ้นและทุกคนมีค่าเฉลี่ยของจำนวนตัวอสุจิเพิ่ม ขึ้นเช่นเดียวกับงานวิจัยแรก

ขนาดที่ใช้และข้อแนะนำในการรับประทาน L-Carnitine

              ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการรับประทานL-Carnitine เพื่อให้ผลในการลดปริมาณไขมันในร่างกายนั้นจะต้องรับประทานควบคู่กับโปรแกรม การออกกำลังกาย เนื่องจากลักษณะการทำงานของL-Carnitine นั้นเป็นการทำงานตามธรรมชาติ นั่นคือจะทำงานมากขึ้นเมื่อร่างกายมีการออกกำลังกายหรือมีความต้องการ พลังงานอย่างมาก ร่างกายของเราจะดึงเอาL-Carnitineมา ใช้เพื่อช่วยดึงเอาไขมันที่สะสมอยู่ตามแหล่ง ๆ ของร่างกายให้ถูกย่อยสลายออกเป็นกรดไขมันอิสระในเลือด แล้วนำเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปย่อยสลายหรือเผาผลาญเป็นพลังงานตามความต้องการ ของร่างกายอีกต่อหนึ่ง
              ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ วันละ 500 ถึง 2,000 มิลลิกรัม ในนักกีฬาหรือคนที่รับประทาน L-Carnitineเสริม สำหรับการเล่นกีฬา เพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ก็ควรต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 อาทิตย์ โดยไม่แนะนำให้รับประทานติดต่อกันเกินกว่า 6 เดือน เนื่องจากอาจจะทำให้ร่างกายของเราขาดกรดอะมิโนชนิดอื่น ๆ อีก 19 ชนิดได้ แต่ในผู้ที่มีความจำเป็นต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานให้หยุดพักทุก 6 เดือน แล้วในระหว่างที่หยุดพักควรรับประทานกรดอะมิโนชนิดอื่น ๆ ให้ครบทั้ง 20 ชนิดร่วมด้วย และการรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม หรือไข่ ก็พบว่าสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้เช่นกัน

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังในการรับประทาน L-Carnitine

              เนื่องจาก L-Carnitineเป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ ดังนั้นยังไม่มีการวิจัยใดที่พบว่าการรับประทาน L-Carnitineจะ ทำให้เกิดอาการข้างเคียงหรือเกิดความเป็นพิษ โดยเฉพาะหากรับประทานตามขนาดที่แนะนำ แต่ก็มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัม ต่อวัน หรือมากกว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ส่วนอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัวและเกิดอาการผื่นแดง สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่อ อาหารโปรตีน เช่น ไข่ นมหรือข้าวสาลีไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริม แอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบและสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าจำเป็นก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

L-Carnitine Plus+ 500 Mg. สูตรเร่งเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน

แอล-คาร์นิทีน (L-Carnitine) เป็นชื่อกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถผลิตได้ที่ตับ ทำหน้าที่ช่วยทำให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดังนั้น หากร่างกายขาดสาร Carnitine หรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวพาเม็ดไขมันไปเผาผลาญแล้วล่ะก็ ปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากไขมันสะสมก็จะเป็นเรื่องตามมาที่สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณอย่างมากมาย เช่น ความอ้วน และการสะสมของไขมันตามหลอดเลือด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และ นำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูงและมีความดันโลหิตสูงตามมาได้ นอกจากนี้ ยังอาจจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึมและเหนื่อยง่าย

ประโยชน์ที่ได้จากสาร L-Carnitine

  • ร่างกายเผาผลาญไขมัน
  • ลดความอ้วน ลดไขมันส่วนเกิน
  • ดักจับไขมันสัตว์ คาร์โบไฮเดรต และแป้ง
  • คาร์นิทีนจะทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglycerides) อยู่ในระดับต่ำ และช่วยเพิ่มระดับคอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ (HDL-คอเรสเตอรอล) ในเลือด
  • ป้องกันโรคหัวใจ และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น มีความทนทานมากขึ้น และป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ
  • ช่วยทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น
  • ช่วยลดความเสียหายของเซลล์ประสาทอันเนื่องมาจากความเครียดและอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ แต่ได้ผลเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย ทำให้อาการของโรคไม่เป็นไปมากกว่านี้
  • มีผลต่อสุขภาพจิตในทางบวกและลดภาวะความเครียด
  • ช่วยในการทำงานของตับ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคนเรา

ส่วนประกอบที่สำคัญ L-Carnitine 500Mg.

  • โครเมียม 100 Mg.
  • ถั่วขาว 200 Mg.
  • แคปซิคั่ม 100 Mg.
  • ส้มแขก 80 Mg.
    CLA 50 Mg.
  • มะขามป้อม 20 Mg.
    ตะบองเพรช 20 Mg.

วิธีรับประทาน :: ครั้งละ 1-2 เม็ด ก่อนอาหารระหว่างวันประมาณ 10-20 นาที
คำแนะนำ :: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ควรเก็บในที่ร่ม และให้พ้นแสงแดด

ไม่ควรบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังหรือเครื่องดื่มที่มีสารประกอบคาเฟอีน เนื่องจากมีผลทำให้เกิดปฏิกิริยาเร่งการเผาผลาญมากเกินไป
หากมีประวัติโรคภูมิแพ้อากาศ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน
ควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอวันละ 15-30 นาที ด้วยการซิตอัพ และใช้ท่าสบายๆ วิ่งเบาๆ

Credit: google.co.th keyword: L-carnitine


 ตัดสินใจ.คอม

L-Glutathione คืออะไร

L-Glutathione คืออะไร?

L-Glutathione เป็น Amino Acid ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองในร่างกาย แต่มีปริมาณน้อยอาจไม่เพียงพอในการนำไปสร้างเป็น Enzyme Glutathione Peroxidase ซึ่งเป็นสาร Antioxidants ป้องกันการเกิดของ Free Radicals และป้องกันการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายโดยเฉพาะเซลล์ตับ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการขับล้างสารพิษในกระแสเลือดให้กลายเป็นสารที่ไม่อันตรายและขับออกจากร่างกายทางตับ (Detoxifocation)อย่างไรก็ตามเราสามารถเพิ่มระดับของกลูต้าไทโอน ในร่างกายได้ง่ายๆ โดยการรับประทาน L-Glutathione เข้าไปโดยตรง หรือ รับประทานสารอาหารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้าง กลูต้าไทโอน เช่น Alpha Lipoic Acid และ N-Acetylcysteine ให้มากขึ้น หรือ การรับประทาน antioxidants อื่น เช่น Vitamin C เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเก็บ กลูต้าไทโอน ที่ตับให้มากขึ้น

Glutathione คืออะไร?

Glutathione (กลูตาไทโอน) เป็นสารประเภท Tripeptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine และ Glutamic acid ที่ร่างกายนำมาใช้ร่วมกับ Selenium ในการสร้าง Antioxidant Enzyme อย่าง Glutathione Peroxidase เพื่อใช้ในการป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระต่อเซลต่างๆในร่างกาย

หน้าที่หลักของสารตัวนี่ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ
Detoxification :
กลูตาไทโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ1 จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ ที่
นอกจากนี้กลูตาไทโอน ประกอบด้วยเอมไซม์ (Tyrosinase) ที่ควบคุมการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน
เมื่อร่างกายได้รับ Tyrosinase ในปริมาณที่เหมาะสมจะควบคุมการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน ส่งผลให้เม็ดสีมีอ่อนลงหรือขาวขึ้น

Antioxidant : กลูตาไทโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่

Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย2 โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไทโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ protaglandin

แหล่งที่พบ : พบสารชนิดนี้ได้ในพืชผักชนิดต่างๆ ผลไม้ทั่วไปและเนื้อสัตว์ แต่จะพบมากใน Asparagus อะโวกาโด และ Walnut ร่างกายเราก็สามารถสร้างกลูตาไทโอนได้และมีสารหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มการสร้างได้แก่ Alpha lipoic acid, Glutamine3, Methionine, Whey Protein, Vitamin B-6, Vitamin B-2 , Vitamin C4 และ Selenium

ภาวะการขาด :
โดยปกติแล้วร่างกายเราจะไม่ขาดกลูตาไทโอน นอกเสียจากจะเป็นโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดความต้องการสารตัวนี้มากขึ้น หรือโรคที่ต้านการสร้าง Glutathione5 โรคหรืออาการบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการขาด สารนี้หรือต้องการสารนี้ในปริมาณเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคตับ เบาหวาน โรคความดัน6 ต้อหิน มะเร็ง7 เอดส์ ฯลฯ ในผู้ที่สูบบุหรี่จัดจะพบว่ามีระดับกลูตาไทโอน ในเลือดต่ำ เนื่องจากอัตราในการใช้กลูตาไทโอน เพิ่มขึ้น

ชนิดและขนาดรับประทาน :
ปัจจุบันกลูตาไทโอนมีวางจำหน่ายในหลายรูปแบบ เช่น ชนิดเม็ดหรือแคปซูล ชนิดพ่น ชนิดฉีดเข้าเส้นและฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ผู้ป่วยโรคชนิดต่างๆ ที่ตรวจพบว่ามีการขาดสารนี้ควรใช้ตามแพทย์แนะนำ ในแง่ของการป้องกัน หรือเพื่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ขนาดที่รับประทานคือ 500-1000 มก. ต่อวัน

ถึงทุกวันนี้ยังไม่พบผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยาระหว่างยาของกลูตาไทโอนชนิดรับประทานและไม่มีผลต่อการเพิ่มน้ำหนัก แต่หากไม่ป้องกันและหลบเลี่ยงสงแดดสีผิวก็จะกลับมาเหมือนเดิม


แอล-กลูต้าไธโอน กับ กลูต้าไธโอน เหมือนกันไหม? ตัวไหนทำให้ขาวกว่ากัน?

แอล-กลูต้าไธโอนเป็นสารออกฤทธิ์ของกลูต้าไธโอน ดังนั้นจึงมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ก็เป็นสรรพคุณเหมือนกัน
การเลือกรัปประทานแอล-กลูต้าไธโอนที่เป็นของจริงและน่าเชื่อถือได้ ควรเลือกทานที่มี อ.ย.และวันหมดอายุ โดยอาหารเสริมประเภทนี้นั้นไม่มีผลเสียต่อร่างกายแม้จะรัปประทานติดต่อกันป็นระยะเวลานาน(ไม่จริง....มีผลเสียค่ะคือเปลืองตังค์) และไม่มีผลต่อการเพิ่มน้ำหนัก แต่หากไม่ป้องกันและหลบเลี่ยงสงแดดสีผิวก็จะกลับมาเหมือนเดิม

- ทราบหรือไม่กลูต้าไทโอนยังมีส่วนช่วยในการแก้อาการเมาค้างได้อีกด้วย

- ทานแคปซูลมากไปอุจจาระเหนียวอีกไม่เชื่อคุณลองเอาแคปซูลซักประมาณที่คุณจะรับประทานต่อวันมาละลายน้ำดูสิ

Credit: google.co.th keyword: L-Glutathione คืออะไร ,,, แหล่งค้นหา: http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2007/01/L5019672/L5019672.html

ตัดสินใจ.คอม

กลูตาไธโอน - GLUTATHIONE

GLUTATHIONE  โดย : นายแพทย์ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต 

กลูตาไธโอนเป็นพันธะเปปไทด์ของกรดอะมิโน 3 ตัว ได้แก่ ซีสเตอีน กลูตาเมต และไกลซีน กลูตาไธโอนอยู่ในรูป reduced (GSH) และ oxidized (GSSG) โดย GSSG ถูก reduced ด้วย glutathione reductase สาร ascorbic acid จะเพิ่มการออกฤทธิ์ของ GSH ซึ่ง alpha lipoic acid (ALA) เพิ่มการออกฤทธิ์ของกลูตาไธโอนอาจกลับมาเป็น GSSG

ลักษณะของกลูตาไธโอน

  • กลูตาไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์พบมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ตับ (จนถึง 5 mM)
  • กลูตาไธโอนถูกสังเคราะห์โดย glutathione synthase โดยการใช้กรดอะมิโน 3 ชนิด : L-cysteine, L-glutamate และ glycine
  • ตามธรรมชาติมี 2 รูปแบบ ได้แก่ reduced glutathione (GSH) และ oxidized glutathione disulphide (GSSG)
  • อำนวยความสะดวกต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน
  • เป็นสาร mitochondrial antioxidant
  • เป็นสาร co-factor/ เอนไซม์ใน phase I enzymatic detoxification pathway
  • Phase II detoxification pathway
  • การป้องกันระบบประสาท

การลดลงของกลูตาไธโอน

  • แสดงให้เห็นเด่นชัดอย่างเฉียบพลันในการขาดกลูตาไธโอนเมื่อรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด
  • ผลของการลดลงของกลูตาไธโอนนี้เกิดใน hepatocyte ชักนำให้ตับวายและเสียชีวิตได้
  • การขาดกลูตาไธโอนเรื้อรังมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางภูมิคุ้มกัน เพิ่มการเกิดเนื้อร้าย และในกรณีโรคเอดส์ อาจเร่งให้เกิดโรคขึ้นมาได้
  • การขาดกลูตาไธโอนเป็นผลใน tissue oxidative stress สามารถเกิดโรคได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่เป็น G6PD (glucose 6-phosphate dehydrogenase deficiency) ทำให้เกิดปริมาณ NADPH และ reduced glutathione ลดลง
  • Oxidative stress เป็นสาเหตุให้ขาดกลูตาไธโอนใน fragile erythrocyte membranes

ข้อบ่งใช้และการใช้ประโยชน์

  • รักษาพิษจากยาพาราเซตามอล
  • ใช้เบื้องต้นสำหรับ : มะเร็งบางชนิด โรคไขมันอุดตันที่ผนังหลอดเลือด (atherosclerosis) โรคเบาหวาน ปอดมีความผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคปอดอุดกั้น สูญเสียการได้ยินเนื่องมาจากเสียง ผู้ชายที่เป็นหมัน ป้องกันหรือทำให้พิษดีขึ้น ต้านเชื้อไวรัส ยากำพร้าในการรักษาเอดส์ที่สัมพันธ์กับภาวะขาดสารอาหาร

ผลข้างเคียง

  • ผิวหนังแดง
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • หอบหืดเฉียบพลัน
  • อาจเกิด anaphylactic reaction จากการปนเปื้อนหรือความไม่บริสุทธิ์

ข้อห้ามและควรระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้ที่แพ้ยาฉีดกลูตาไธโอน
  • ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ 
  • ภูมิแพ้, หอบหืด

สารที่ทำให้ขาดกลูตาไธโอน

  • การสูบบุหรี่
  • ดื่มแอลกอฮอล์
  • คาเฟอีน
  • ยาพาราเซตามอล
  • ยา
  • ออกกำลังกายหนัก
  • รังสี X Y และยูวี
  • Xenobiotics
  • Estradiol

หน้าที่ของภูมิคุ้มกัน

การตอบสนองต่อภูมิคุ้มกัน

  1. Th 1 pattern
    • IL12
      • กระตุ้น NK cell และ T lymphocyte
      • Cell mediated immune response
    • INF interferon gamma, lymphocytic
      • กระตุ้น NK cell, macrophages, antiviral
      • กระตุ้นการป้องกันการต่อต้านไวรัส
  2. Th 2 pattern
    • IL4
      • anti-allergic reaction
      • ยับยั้ง pro-inflammatory cytokines
    • IL10
      • กดภูมิคุ้มกัน
      • cytokine networking inhibiting activity
      • modulate inflammatory response
  3. การลดลงของกลูตาไธโอน
    • ยับยั้ง Th 1 สัมพันธ์กับการสร้าง cytokine
    • ช่วยการตอบสนองต่อ Th 2
  4. การเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของ lymphocyte ในการตอบสนองต่อ mitogenic lectins ขึ้นอยู่กับการนำกลูตาไธโอนไปใช้ประโยชน์โดยตรง
  5. การฟื้นฟูสภาพปกติในการเพิ่มจำนวนของ lymphocyte จากกลูตาไธโอนซึ่งเกิดจากภายนอกสัมพันธ์กับการออกฤทธิ์ภายในเซลล์มากกว่ากลูตาไธโอนภายนอกเซลล์
  6. การศึกษายืนยันความสำคัญของกลูตาไธโอนภายในเซลล์ในการเพิ่มจำนวนของ lymphocyte
  7. การสร้าง IFN-predominates เมื่อระดับกลูตาไธโอนสูง
  8. การขาดกลูตาไธโอนอาจแสดงบทบาทสำคัญในโรคเอดส์ที่อาการแย่ลงหรือโรคติดเชื้ออื่น ๆ ใน Th 2 ที่มีผลสำคัญในพยาธิสภาพของโรค

หน้าที่ของภูมิคุ้มกัน

  1. กลูตาไธโอนเป็น scavenger หลักของ reactive oxygen species
  2. หน้าที่ของ lymphocyte เช่น ตอบสนองการสังเคราะห์ DNA, ตอบสนองอย่างดีต่อ reactive oxygen species และถูกช่วยเหลือด้วยกลูตาไธโอนระดับสูง
  3. แม้ว่าเกิดการลดลงของกลูตาไธโอนพอสมควรภายในเซลล์มีผลสำคัญต่อหน้าที่ของ lymphocyte
  4. ศึกษาหน้าที่ของ lymphocyte ในเซลล์เพาะเลี้ยงได้ง่ายขึ้น โดยพบการทดลองซึ่งภูมิคุ้มกันเพิ่มโดยสารประกอบ thiol
  5. Interleukin 2-dependent functions, รวมทั้งการเพิ่มจำนวนของ T-cell, การกำเนิดของ CD8+ T-cell blasts, cytotoxic T-cell activity, lymphokine-activated killer cells และ natural killer cells เป็นการตอบสนองอย่างเฉพาะเจาะจงต่อการลดลงของกลูตาไธโอน

DETOXIFICATION - ตับ

อะไรคือการขจัดสารพิษ

  • ร่างกายคนเราสัมผัสสารต่าง ๆ จำนวนมากตลอดชีวิต รวมทั้งพิษจากส่วนประกอบของยาและอาหาร แต่ร่างกายก็มีการจัดการโดยการขจัดพิษออกไป ต้องแปรสภาพตามระบบที่ซับซ้อนด้วยเอนไซม์ในการขจัดสารพิษ ระบบเอนไซม์โดยทั่วไปเพียงพอต่อปริมาณน้อยของการทำลายจาก xenobiotics ในหนังสือส่วนใหญ่แนะนำว่าสัมพันธ์กันระหว่างการขจัดสารพิษที่ไม่ดีกับโรคภัย เช่น โรคมะเร็ง โรคพาร์คินสัน โรคปวดเมื่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ (fibromyalgia) และโรคเหนื่อยเรื้อรัง
  • ข้อมูลต่าง ๆ พบว่าเป็นความสามารถส่วนบุคคลในการขจัดสารพิษออกจากร่างกายซึ่งอาจมีผลต่อมูลเหตุวิทยาของโรคเรื้อรัง

วิถีการขจัดสารพิษ

conjugation pathway แรกพบในปัสสาวะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1773

  1. Phase I system
    • สารที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลักคือ cytochrome P450
    • ส่วนมากของยาจะถูกเผาผลาญผ่าน phase I biotransformation
    • ปฏิกิริยาหลัก ได้แก่ oxidation reduction hydrolysis hydration dehalogenation
    • สารที่ถูกเผาผลาญใน phase I จะเป็น reactive molecules ในหลายกรณีที่สารพิษเป็น parent molecules
    • หากไม่ถูกเผาผลาญต่อไปใน phase II conjugation อาจเป็นสาเหตุของการทำลายโปรตีน RNA และ DNA ภายในเซลล์
    • มีหลายการศึกษาพบหลักฐานที่สัมพันธ์กันระหว่างการเหนี่ยวนำ phase I และลด phase II มีการเพิ่มการเกิดโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคเอสแอลดี (systemic lupus erythematosus) และโรคพาร์คินสัน
  2. Phase II system
    • ปกติเกิดต่อจาก phase I
    • Conjugation ของสารตัวกลางเพื่อให้เกิดสารประกอบที่ละลายน้ำ
    • ขับออกทางปัสสาวะและน้ำดี

OXIDATIVE STRESS AND CANCER - ความเสี่ยง

โรคมะเร็ง

  1. กลูตาไธโอนถูกพบว่า เป็นสารต้านการเกิดเนื้องอก (antitumor) และ chemoprotectant ใช้ลดพิษจากยามะเร็ง
  2. การศึกษาในสัตว์ทดลอง กลูตาไธโอนลดมะเร็งตับที่เกิดจากสาร aflatoxin อย่างมีนัยสำคัญและเพิ่มการรอดชีวิต กลุ่มควบคุมเสียชีวิตภายใน 24 เดือน กลุ่มที่ได้รับกลูตาไธโอนยังคงมีชีวิตรอด 81% เมื่อสิ้นสุดการทดลอง 24 เดือน
  3. นักวิจัยสรุปว่าสารต้านอนุมูลอิสระมีส่วนดีในการเป็นสารต้านเนื้องอกในมนุษย์
  4. การศึกษามะเร็งในมนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากกลูตาไธโอนในบทบาทที่สอง ที่สำคัญคือ ป้องกันการต้านพิษของยา cisplatin
  5. หลายการศึกษาพบว่าลดผลของยา cisplatin ในการเกิดพิษที่ไตและพิษต่อระบบประสาท

โรคหลอดเลือดหัวใจ (CAD; coronary artery disease)

  • นักวิจัยสมัยแรกศึกษาว่ากลูตาไธโอนจากภายนอกอาจเป็นส่วนสำคัญของการยับยั้งการรวมตัวของเกร็ดเลือด ปรับ hemostatic ให้ดีขึ้น ปัจจัยต่อการไหลเวียนของเลือดในผู้ป่วยสะสมไขมันอุดตันบริเวณหลอดเลือด

โรคเรื้อรังอื่น ๆ

  1. กลูตาไธโอนแสดงการเพิ่มการหลั่งอินซูลินในผู้ที่อายุมากที่ความทนทานกลูโคสที่เสียไป
  2. การศึกษาแบบ double-blind และ placebo-controlled พบว่าการฉีดกลูตาไธโอนก่อให้เกิดผลต่อการเคลื่อนไหวและรูปร่างของเสปิร์มในผู้ชายที่เป็นหมัน
  3. กลูตาไธโอนแสดงการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส herpes simplex ชนิดที่ 1 ทาง in vitro
  4. ในหลายการศึกษาพบการลดลงของกลูตาไธโอนสัมพันธ์กับโรคเหนื่อยเรื้อรัง
  5. การลดลงของกลูตาไธโอนในเซลล์ไทรอยด์สัมพันธ์กับ autoimmune thyroiditis
  6. เซลล์ไทรอยด์สร้างไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพื่อออกซิไดซ์ iodide ion เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตไทรอยด์ฮอร์โมน
  7. ภายในเซลล์ถูกป้องกันจากไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ด้วยกลูตาไธโอนที่อยู่ภายในเซลล์
  8. เมื่อไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เข้ามาภายในเซลล์ไทรอยด์ จะเข้าจู่โจมและเกาะติด thyroglobulin การผลิต C-terminal fragments จะกระจายเข้าไปในเซลล์อื่นและถูกจดจำด้วย auto-antibodies ในผู้ป่วยที่เป็น autoimmune thyroid disease

โรคพาร์คินสัน

  • ป้องกัน dopamine-induced cell death ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ thiol อาจเป็นแนวทางการรักษาโรคพาร์คินสัน

โรคออทิสติก

  1. ในการศึกษาเด็กที่เป็นออทิสติกพบว่ามีระดับ precursor ของกลูตาไธโอนและรูปที่ถูกเผาผลาญต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
  2. รูปออกฤทธิ์ถูกลดลง 80% ในเด็กออทิสติก

ปัจจัยการยับยั้ง melanogenesis - ผิวขาวขึ้น

 
Glutathione


สรุป บทบาทของกลูตาไธโอนในยาแผนปัจจุบันและยาแผนทางเลือก

  • พิษจากยาพาราเซตามอล
  • โรคมะเร็ง
  • xenobiotics detoxification
  • โรคพาร์คินสัน
  • โรคอัลไซเมอร์
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน เอดส์ ต้านเชื้อไวรัส เชื้อ herpes simplex virus type I
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
  • สูญเสียการได้ยินเนื่องจากเสียง
  • ผู้ชายที่เป็นหมัน
  • ออทิสติก
  • โรคเหนื่อยเรื้อรัง
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  • ความดันโลหิตสูง
  • metabolic syndrome
  • autoimmune thyroiditis

ที่มา : กองการแพทย์ทางเลือก, http://www.dtam.moph.go.th/alternative/viewstory.php?id=583

ตัดสินใจ.คอม

 

ผลิตภัณฑ์เครื่องเงินและเครื่องประดับเงิน

1. ภาวะทั่วไป
         เครื่องเงินไทย เป็นศิลปหัตถกรรมที่มีค่าในตัวเอง คือทำด้วยโลหะเงินและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นโดยช่างฝีมือที่มีความรู้ ความชำนาญและความประณีตพิเศษ ทั้งในด้านรูปทรงและลวดลายที่ประดิษฐ์   ซึ่งแสดงถึงวิจิตรกรรมและวัฒนธรรมของชาติไทยอย่างชัดเจน สินค้าเครื่องเงินไทยจึงเป็นที่นิยมในหมู่ของคนไทย ชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวซึ่งมีส่วนช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงเครื่องเงินไทยให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางออกไป ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงในด้านการออกแบบให้ทันสมัย และตรงตามรสนิยมของชาวต่างประเทศมากขึ้น
เครื่องเงินไทยในที่นี้ประกอบด้วยเครื่องเงิน 2 ประเภท ได้แก่
         1. ผลิตภัณฑ์เครื่องเงินประเภทของใช้ ของตกแต่ง ของขวัญของชำร่วย เช่น เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร แจกัน กรอบรูป ขัน พานรอง เชิงเทียน ของขวัญของชำร่วย ฯลฯ ผู้ผลิตเครื่องเงินของไทย ส่วนใหญ่มีความรู้ ความชำนาญเกี่ยวกับโลหะเงินที่ผลิตเป็นอย่างดี ตั้งแต่การผลิต การออกแบบ เทคโนโลยีพื้นบ้านและอื่น ๆ ซึ่งเป็นภูมิปัญญา ความรู้ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สินค้าเครื่องเงินประเภทนี้จึงแฝงด้วยวัฒนธรรมและคุณค่าอยู่ในงานฝีมือนั้น เนื่องจากสินค้าเครื่องเงินประเภทนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นงานฝีมือ  และความเป็นเอกลักษณ์        ความต้องการของตลาดภายในประเทศจึงยังอยู่ในวงจำกัด เพราะเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูงและจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย กลุ่มผู้ที่นิยมซื้อหรือผู้สะสมส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ค่อนข้างสูง นอกจากนี้เครื่องเงินไทยยังรักษายากเพราะจะเกิดเป็นฝ้าคล้ำดำได้ง่าย ความต้องการส่วนใหญ่แต่เดิมมักเป็นไปเพื่องานมงคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลสมรสหรืองานบวช เป็นต้น รวมถึงนิยมมอบเป็นของที่ระลึกให้กันและกันทั้งในช่วงเทศกาลต่าง ๆ และรางวัลสำหรับการแข่งขันกีฬาด้วย ดังนั้นการผลิตส่วนใหญ่จึงเป็นการผลิต เพื่อจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศและส่งออกเป็นหลัก 
         ในปัจจุบันความต้องการบริโภคเครื่องเงินได้เปลี่ยนไป เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ และความนิยมสินค้ารูปแบบตะวันตก ผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปซื้อเนื่องในโอกาสใด ๆ ก็ได้ตลอดทั้งปี ไม่มีเทศกาลเฉพาะ   คนรุ่นใหม่ที่มีชีวิตส่วนใหญ่เร่งรีบอยู่กับการทำงาน การให้ของขวัญชุดเครื่องเงินหรูหราในวันแต่งงานนั้น   มีน้อยลงมาก สินค้าเครื่องเงินรูปแบบเก่าหรือรูปแบบเดิม เปลี่ยนไปเป็นสินค้าที่มีดีไซน์ที่ทันสมัย ดีไซน์หรูหรา แปลก และใช้งานได้จริง ในขณะที่เศรษฐกิจถดถอยนิยมลดต้นทุนด้านราคา โดยใช้โลหะเงินผสมโลหะอื่น ๆ หรือ โลหะปิดด้วยแผ่นเงินบาง ๆ (Laminate) หรือเป็นเพียงส่วนประกอบที่มีชิ้นเงินร่วมประดับ มากกว่าสินค้าที่ทำจากเงินทั้งหมดแบบดั้งเดิมที่เหมาะสำหรับตั้งในตู้โชว์เท่านั้น ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากรูปแบบการดำเนินชีวิตที่มีความจำเป็น รายได้ เวลา และอื่น ๆ จำกัดมากขึ้น อีกประการหนึ่งสินค้าเครื่องเงินเป็นสินค้าที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษและคนรุ่นใหม่ไม่มีเวลาอยู่บ้านมากนักจึงเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน จำเป็นจะต้องปรับปรุงพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ เวลา และความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ
         2. ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับเงินประเภทแหวน กำไลข้อมือ สายสร้อย ต่างหู จี้ห้อยคอ ฯลฯ เครื่องประดับเงินเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอนาคตที่ดี เพราะตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทศวรรษที่ผ่านมา สีอ่อนเป็นที่นิยมมาโดยตลอด และเครื่องประดับเงินก็เข้ากันได้ดีกับสีในโทนอ่อนจาง ในแง่ศิลปะเครื่องประดับได้ให้โอกาสศิลปินแสดงความรู้สึกของตนในรูปแบบดั้งเดิม  หรือร่วมสมัยผ่านการประดิษฐ์เครื่องประดับแต่ละชิ้น เครื่องประดับเงินไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ใด ๆ ที่ผิวหนัง ดังนั้น ผู้หญิงจึงสามารถซื้อหาเครื่องประดับเงินได้โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับเงิน มีการผลิตสืบเนื่องมาแต่โบราณในสมัยบรรพบุรุษเช่นกัน เดิมการผลิตเครื่องประดับเงินของไทยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นการผลิตและจำหน่ายในประเทศเท่านั้น ต่อมาได้มีการพัฒนาจากผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิม กรรมวิธีการผลิตแบบเก่าพัฒนาให้ทันสมัย เพื่อให้ได้การผลิตที่รวดเร็ว มีมาตรฐาน สามารถสนองความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อขนาดกิจการเริ่มมีการขยายตัว ได้มีการพัฒนาการผลิตโดยอาศัยเครื่องจักรเข้ามาช่วย เพื่อให้การผลิตง่ายและรวดเร็วขึ้น ปัจจุบันมีเครื่องประดับเงินจำนวนมากที่มีดีไซน์หรูในรูปแบบแปลกใหม่ออกสู่ตลาด ซึ่งส่วนใหญ่มีโลหะเงินเป็นส่วนผสม และได้รับการตอบรับจากตลาดค่อนข้างดี ในระยะหลังได้รับความนิยมมากกว่าสินค้าเครื่องเงินที่เป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยรสนิยมของผู้บริโภคนิยมประดับร่างกายที่ทันสมัยมากขึ้นในหมู่วัยรุ่น ทั้งนี้รวมทั้งการนำเอาลูกปัดหรือหินสีมาประกอบเข้ากับเครื่องประดับเงินด้วย
         ทัศนะและแนวโน้มเครื่องประดับเงิน
         ในทัศนะของผู้ผลิตเครื่องประดับเงินที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้ให้ความสำคัญของเครื่องประดับเงินเป็นอย่างมาก โดยให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเครื่องประดับเงินไว้ ดังนี้
         -  เดิมทีหลายคนในวงการมองว่าความนิยมในเครื่องประดับเงินนั้น เป็นเพียงช่วงหนึ่งของกระแสแฟชั่นเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นความนิยมคลาสสิกไปแล้ว ด้วยโอกาสทำกำไรที่สูง ยอดขายดีและ รูปลักษณ์ที่เป็นสากล เครื่องประดับเงินได้รับความนิยมมายาวนานเช่นนี้ เพราะมีระดับราคาที่แข่งขันได้ การรับรู้คุณค่าว่าเป็นโลหะมีค่า และสามารถปรับเปลี่ยนตามทิศทางแฟชั่นและออกแบบได้หลากหลายรูปแบบ
         -  เครื่องประดับเงินเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมั่นคงสำหรับผู้ค้าปลีกเครื่องประดับรายย่อยทั้งหลายที่มองเห็นข้อดีของโลหะประเภทนี้ และนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เครื่องประดับเงินมีจุดเด่นตรงที่สามารถเป็นได้ทั้งเครื่องประดับระดับบน (High — end jewellery) และเครื่องประดับแฟชั่น (costume jewellery) การนำโลหะเงินมาใช้จึงสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ผลิตเครื่องประดับได้ดีทีเดียว
         -  สีขาวเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับโลหะมีค่า ประกอบกับสภาวะที่ราคาทองคำและแพลทินัมขยับตัวสูงขึ้นมาก จึงทำให้โลหะเงินถูกนำมาใช้มากขึ้น เมื่อก่อนนี้ร้านขายเครื่องประดับมักลังเลที่จะนำเครื่องประดับเงินใส่โชว์ในตู้หน้าร้าน เนื่องจากโลหะเงินจะหมองเร็วมากและยังใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงในการทำความสะอาด ผู้จำหน่ายหลายรายได้นำโลหะนิเกิล หรือโลหะ อื่น ๆ มาหุ้มหรือเคลือบโลหะเงินเอาไว้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้เมื่อสวมใส่ ปัจจุบันจึงนิยมเคลือบด้วยโรเดียม ซึ่งไม่หลุดลอก
         -  ควรมีการเสริมสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่เครื่องประดับเงิน ยกระดับเครื่องประดับเงินให้มีคุณภาพ และความประณีตเทียบเท่าเครื่องประดับทองคำ 18 กะรัต โดยด้านหลังตัวเรือนจะต้องประณีตเหมือนด้านหน้า และต้องมีดีไซน์ที่โดดเด่นแปลกตา ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและความประณีตในการผลิตมีความสำคัญต่อตลาดเครื่องประดับเงินในปัจจุบัน
         -  เครื่องประดับเงินสามารถเข้ากับการแต่งกายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์หรูหราหรือแบบเกาะกระแสแฟชั่น แนวโมเดิร์นหรือคลาสสิก เครื่องประดับเงินสามารถสร้างสรรค์ได้หลากหลายสไตล์ ทั้งแบบชิ้นงานที่เป็นเนื้อโลหะทึบ หรือเป็นลวดลายแบบแกะสลัก          หากพิจารณาผลงานการออกแบบในปัจจุบัน จะเห็นว่าเหล่าดีไซน์เนอร์ ออกแบบชิ้นงาน     ให้มีโครงสร้างหลากหลายลักษณะทั้งการถักทอ และการแกะเป็นลวดลายต่าง ๆ รวมไปถึงการเคลือบชิ้นงานขั้นสุดท้ายหลากหลายเทคนิค
         -  โลหะเงินมีคุณสมบัติหลายประการที่เอื้อต่อการออกแบบและงานแกะสลัก หากเปรียบเทียบกับโลหะมีค่าอื่น ๆ อย่างทองคำและแพลทินัม ซึ่งมีความแข็งกว่าและมีราคาสูงเกินไป  ด้วยคุณสมบัติของเงินที่เป็นโลหะอ่อน จึงสามารถตีหรือทำเป็นรูปทรงต่างๆได้ตามแบบ จะกดม้วนหรือแกะเป็นลายได้โดยไม่ต้องนำไปหลอม
         -  เครื่องประดับเงินเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสุภาพสตรีที่แต่งกายสไตล์ลำลอง และไม่ต้องการเครื่องประดับที่มีราคาสูง รวมไปถึงคนที่ชอบเปลี่ยนเครื่องประดับบ่อย ๆ ชอบสวมเครื่องประดับหลาย ๆ ชิ้น และต้องการเครื่องประดับที่สวมใส่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน 
         -  ผู้ที่เป็นลูกค้าหลักของเครื่องประดับเงินคือ กลุ่มวัยรุ่น ทุกวันนี้กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นผู้กำหนดทิศทางตลาดมีการใช้จ่ายที่อิสระ ชอบทดลองสิ่งใหม่ ๆ และต้องการให้ตนเองดูดีภายใต้เครื่องประดับรุ่นล่าสุด เช่น ชุดเครื่องประดับเงินเงาวับ ประเภทสร้อยคอ สร้อยข้อมือ กระดุมเสื้อ สร้อยข้อเท้า สร้อยที่สวมใส่ตามร่างกายส่วนต่าง ๆ แหวนที่สวมพร้อมกันหลาย ๆ วง สร้อยคอที่มีลักษณะเป็นลวดลาย และต่างหูคู่ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผู้ชายอาจกลายเป็นกลุ่มลูกค้าของเครื่องประดับเงินที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดได้ ทั้งการจับจ่ายเพื่อมอบเป็นของขวัญหรือเพื่อสวมใส่เอง
         -  ผู้ชายหันมาซื้อเครื่องประดับมากขึ้น เพราะปัจจุบันไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชายจะสวมแหวนเงิน แม้ว่าผู้ชายจะซื้อเครื่องประดับไม่กี่ชิ้น และไม่นิยมเปลี่ยนบ่อย ๆ เท่าผู้หญิง รูปแบบเครื่องประดับเงินที่ผู้ชายนิยมว่าเป็นแบบที่ทำออกมาเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงอารมณ์ขัน และความทันสมัย เช่น แหวน กระดุมข้อมือเสื้อ กำไลข้อมือ สร้อยคอ และจี้สำหรับสายสร้อยหรือสายหนัง
         -  ผู้หญิงในชนบท มักจะชอบเครื่องประดับเงินที่มีน้ำหนักมาก แต่คนในเมืองจะชอบเครื่องประดับที่มีน้ำหนักเบาและละเอียดประณีต สำหรับโลหะที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์เครื่องเงินมาตรฐานสากล จะเป็นเงินสเตอร์ลิง ซึ่งผู้ผลิตเครื่องประดับใช้กันโดยทั่วไปนั้นมีความบริสุทธิ์อยู่ที่ร้อยละ 92.5 

2. การตลาดเครื่องเงิน
         ปัจจุบันมีผู้ผลิตเครื่องเงินและเครื่องประดับเงินของไทยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งผู้ผลิตสำหรับตลาดภายในประเทศและผู้ผลิตสำหรับส่งออก โดยการผลิตเพื่อการส่งออกจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่สูงกว่าการผลิตสำหรับตลาดภายในประเทศ เนื่องจากต้องแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศทั้งในด้านรูปแบบ คุณภาพและราคาสินค้า ในอดีตอุตสาหกรรมเครื่องเงินของไทย ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน และเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศเท่านั้น ต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ผลิตภัณฑ์เครื่องเงินที่ผลิตในรูปแบบของเครื่องประดับ จะมีการนำเพชรพลอยทั้งแท้และเทียมมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรือนหรือชิ้นงาน โดยการผลิตเครื่องประดับที่นำอัญมณีมาประกอบกับตัวเรือนโลหะเงิน ต้องอาศัยความรู้อย่างดีในด้านศิลปะ และความชำนาญในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การออกแบบ การผลิตต้นแบบและแม่พิมพ์ การขึ้นรูปโลหะ การหล่อ การประกอบตัวเรือน รูปพรรณ การฝังอัญมณีเข้ากับตัวเรือนไปจนถึงการตกแต่งขั้นสุดท้าย สำหรับตลาดเครื่องเงินของไทยนั้น ประกอบด้วย 2 ตลาด คือตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ ตลาดภายในประเทศมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด และตลาดต่างประเทศหรือตลาดส่งออกมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 80 ของผลผลิตทั้งหมด
         ตลาดภายในประเทศ
         สินค้าประเภทเครื่องเงินและเครื่องประดับเงิน จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยมีราคาค่อนข้างสูง และขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้บริโภค ส่วนใหญ่ลูกค้าภายในประเทศจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มลูกค้าที่ทำงานแล้ว และกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เพราะเป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อสูง รูปแบบของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าเครื่องเงินที่เป็นเครื่องประดับจะมีรูปแบบที่หลากหลาย แหล่งจำหน่ายหรือแหล่งการค้าที่สำคัญในประเทศ ได้แก่  แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ แหล่งผลิตและแหล่งท่องเที่ยวที่ถนนวัวลาย อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอบ่อสร้างและสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองจังหวัดสุรินทร์ อำเภอคลองลานจังหวัดกำแพงเพชร ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัดสวนจตุจักร สวนลุมไนท์พลาซ่า ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร และย่านที่มีนักท่องเที่ยวเดินผ่าน เช่น สีลม สุรวงศ์ บางรัก และร้านขายเครื่องประดับในโรงแรม เป็นต้น 
         ตลาดต่างประเทศ
         การซื้อขายกับตลาดต่างประเทศของเครื่องเงินไทย สามารถทำได้ 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ
         1. การที่ผู้ซื้อไปหาผู้ขาย เป็นลักษณะของการที่ผู้นำเข้าติดต่อสั่งซื้อสินค้าเข้าไปจำหน่าย ภายในประเทศของตน โดยอาจเป็นการนำเข้าไปจำหน่ายต่อให้แก่ร้านค้าปลีก หรือการที่ผู้นำเข้าเป็นผู้จัดจำหน่ายเอง
         2. การที่ผู้ขายไปหาผู้ซื้อ โดยผู้ขายจะดำเนินการติดต่อกับผู้ซื้อโดยตรง โดยผ่านงานแสดงนิทรรศการและงานแสดงสินค้า หรือวิธีการส่งคณะผู้แทนการค้าไปยังตลาดต่างประเทศ และจัดกิจกรรมการส่งเสริมการขายในตลาดต่างประเทศในรูปต่าง ๆ  
         จากการได้วิเคราะห์ภาพรวมของการส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องเงินและเครื่องประดับเงินเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มตลาดพบว่าอยู่ในภาวะทรงตัว โดยดูจากสถิติตัวเลขมูลค่าการส่งออกเปรียบเทียบราย 3 ปีที่ผ่านมา มีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน มีเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย ในปี 2546 มูลค่าการส่งออกประมาณ 16,177 ล้านบาท ปี 2547 มูลค่า 18,731 ล้านบาท และในปี 2548 มูลค่า 20,492 ล้านบาท คาดว่าในช่วงปี 2549 และช่วงเวลาที่เหลือ มีแนวโน้มจะขยายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดส่งออกที่สำคัญซึ่งเป็นตลาดหลักประกอบด้วย
         - สหรัฐอเมริกา เป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องเงินที่ใหญ่ที่สุดของไทย เนื่องจากมีจำนวนประชากรมาก และส่วนใหญ่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ซึ่งแต่ละปีจะมีมูลค่าการนำเข้าเครื่องเงินไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐอเมริกาประมาณร้อยละ 22 อยู่ในลำดับที่ 2 รองจากจีน ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาด ร้อยละ 24
         - สหราชอาณาจักร เป็นตลาดนำเข้าและส่งออกเครื่องเงินมากที่สุดในสหภาพยุโรป โดยนำเข้าเครื่องเงินไทยเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 16 -20 เปอร์เซ็นต์
         - สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สินค้าเครื่องเงินที่ไทยส่งออกไปยังตลาดนี้ ประมาณร้อยละ 99.9 เป็นสินค้าเครื่องประดับเงิน และอีกร้อยละ 0.1 เป็นสินค้าเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องครัวและเครื่องใช้ในบ้าน ไทยส่งออกเครื่องเงินไปเยอรมนี มีมูลค่าเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 28 — 30 เปอร์เซ็นต์ 
         - ญี่ปุ่น เป็นตลาดส่งออกสินค้าเครื่องเงินไทยที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ และนับเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในแถบเอเชียที่มีมูลค่าการนำเข้าเครื่องเงินไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 28 — 31 เปอร์เซ็นต์
         นอกจากตลาดส่งออกหลักที่สำคัญดังกล่าว ยังมีตลาดอื่น ๆ อีก เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส ฮ่องกง รัสเซีย อิสราเอล ออสเตรเลีย และประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเพียงพอ ฐานะเศรษฐกิจดี และถือว่าเป็นลูกค้าประจำที่ไทยมีการส่งออกอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าการส่งออกเครื่องเงินไทยไปยังตลาดดังกล่าว จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
         อุตสาหกรรมเครื่องประดับเงินจัดอยู่ในประเภทหนึ่งของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ  ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากการส่งออกโดยรวมของไทยที่ผ่านมา มีมูลค่าอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศ จึงจัดได้ว่าอุตสาหกรรมประเภทนี้   มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งมียอดการจ้างงาน 1.2 ล้านคน เมื่อพิจารณา    การส่งออกเครื่องประดับรายผลิตภัณฑ์พบว่า เครื่องประดับเงินไทยมีการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 17 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับรวม และเป็นสินค้าส่งออกรายการสำคัญ     ด้วยมูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวในอัตราคงที่ ในขณะที่เครื่องประดับทองคำกลับผันผวนตลอดช่วงสามปี  ที่ผ่านมา แม้ว่าในภาพรวมปี 2548 ทั่วโลกยังประสบปัญหาในเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างชะลอตัว ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความหวาดวิตกเรื่องการก่อการร้าย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในคู่ค้าหลายประเทศได้ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามมูลค่าการส่งออก เครื่องเงินและเครื่องประดับเงินไทยยังมีการเติบโตได้ค่อนข้างดี ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าโลหะเงิน ขยายตัวในระดับที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน ทั้งนี้ในปี 2549 คาดว่าปัจจัยด้านลบของปัญหาสภาวะเศรษฐกิจน่าจะยังคงอยู่ จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์หลายๆ รายให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศหลักๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือจีน น่าจะมีการชะลอตัวลงเล็กน้อย อีกทั้งการขาดดุลทั้งบัญชีเดินสะพัดในปีที่แล้วของสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในค่าเงินเหรียญสหรัฐในปีนี้ด้วย รวมถึงปัจจัยในด้านราคาน้ำมันที่ยังคงปรับตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องเงินไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกนั้นไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามคาดว่า มูลค่าการส่งออกจะยังปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ในปี 2549 นี้
         บทสรุป
         ผลิตภัณฑ์เครื่องเงินและเครื่องประดับเงินของไทย เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องผลิตจากแรงงานที่มีฝีมือค่อนข้างสูง เพื่อสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ อันนำมาซึ่งรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศ ดังนั้นการผลิตเครื่องเงินไทย จึงต้องมีการพัฒนาทั้งทางด้านเทคโนโลยี และสร้างแรงงานฝีมือที่ประณีต   อีกทั้งควรมีการฝึกฝนแรงงานให้เกิดความชำนาญด้วย ปัจจุบันจำนวนแรงงานไทยที่มีอยู่ ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะแรงงานฝีมือเครื่องประดับเงิน นอกจากนี้ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเงินไทยในอนาคตก็คือ นโยบายของภาครัฐ กลไก และมาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการลงทุน มาตรการด้านภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอากร ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยข้างต้นเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการได้เปรียบการผลิตสินค้าที่มีการนำเข้าวัตถุดิบ     การผลิตจากต่างประเทศค่อนข้างสูง ในส่วนของผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทยเองก็ควรต้องเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว ควรเร่งปรับตัวในการพัฒนาศักยภาพการผลิตไปสู่การผลิตสินค้าคุณภาพสูงที่มีรูปแบบของตนเอง และจำหน่ายภายใต้ตราสินค้าของตนเอง นอกจากนี้ควรเร่งพัฒนาบุคลากรด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักออกแบบเครื่องประดับ ส่วนในเรื่องการตลาดนั้น ผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทย ควรให้ความสำคัญตลาดระดับบนที่เป็นการแข่งขันด้านคุณภาพเป็นหลัก และเน้นการใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุก ทั้งภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องเงินและเครื่องประดับเงิน ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการกำหนดแผนการตลาดระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมประเภทนี้ รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ภาครัฐควรให้การสนับสนุน และกระตุ้นให้เกิดการติดตามทิศทางตลาดหรือแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดสำคัญ เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ และความต้องการของผู้บริโภคที่แปรเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
(กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม,2549, จาก http://www.ryt9.com/s/ryt9m/51156/)

วิธีเลือกซื้อ  เงินแท้จะค่อนข้างอ่อนบิดดัดได้ง่าย ผู้ผลิตจึงมักผสมโลหะอื่นเพื่อให้เงินมีความแข็งขึ้น ดังนั้นในการเลือกซื้อเครื่องประดับเงิน ถ้าลองบิดหรือง้างแล้วพบว่าแข็งมาก แสดงว่ามีเนื้อเงินอยู่น้อย
(นายรอบรู้, 2550, จาก http://www.nairobroo.com/76/modules.php?file=article&name=News&sid=880)

เงินจริงหรือเงินปลอม เงินแท้เมื่อโดนอากาศจะเหลืองแล้วค่อยดำซึ่งเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่ดำหรือเหลืองแสดงว่าเปอร์เซ็นต์ของเงินต่ำ ถ้าไม่อยากให้ดำต้องใส่ถุงพลาสติกไว้ไม่ให้โดนอากาศ  ถ้าใส่ติดตัวตลอดจะทำให้ดำช้าลง  แต่ถ้าทิ้งไว้เฉยๆจะดำเร็วขึ้น

 

งานช่างสลักดุน

งานช่างสลักดุน  (ธีรชัย จันทรังษี นักวิชาการช่างศิลป์ 4)
งานสลักดุน เดิมเรียกกันว่างานบุดุน เพราะจะใช้โลหะเป็น แผ่นบางๆ แล้วไปหุ้มบนวัสดุที่มีรูปทางแล้ว กล่าวคือหุ้มข้างนอกวัตถุเดิม เพื่อให้เกิดความพิเศษ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น การบุทองคำบนขันเงิน พานเงิน หรือพระพุทธรูป เป็นต้น แต่ปัจจุบันไม่ค่อยนิยม เพราะความบาง ของเนื้อโลหะที่มีความหนามากกว่า ฉะนั้นช่างบุดุน ปัจจุบันจึงพัฒนา เทคนิคจากงานบุดุนมาเป็นการสลักดุน ซึ่งสามารถใช้สิ่วสลักตอกลงไป บนแผ่นโลหะ และดุนขึ้นให้สูง หรือสร้างสรรค์งานได้ตามความต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึง ว่าเนื้อโลหะจะฉีกขาด หรือชำรุดได้ง่าย

ความหมายของงานสลักดุน
การสลัก หมายถึงทำให้เป็นลวดลาย หรือตัวหนังสือด้วยของ มีคม โดยการใช้สิ่วหรือเครื่องมือสลัก ตอกด้วยค้อนลงไปบนแผ่นโลหะ ให้เป็นร่องลึก เพื่อให้เห็นลวดลาย หรือภาพชัดเจนโดยไม่ต้องให้เนื้อของ โลหะนั้นๆ หลุด หรือสึกออกไป

การดุน หมายถึง การทำให้โลหะต่างๆ ให้เป็นรอยนูนขึ้นคล้ายๆ กรรมวิธีการปั๊มหรือดุนลาย

งานสลักดุน จัดเป็นกรรมวิธีพิเศษที่ต้องอาศัยความชำนาญ ความสามารถเฉพาะ ต้องใช้เทคนิคของช่าง แต่ละคน และต้องทุ่มเทปฏิบัติงานทั้งแรงกาย และแรงใจอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความวิจิตร มีคุณค่าและเกิดการยอมรับ ในฝีมือ เพราะการทำงานกับโลหะนั้นจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้โดยง่าย
 
ในสมัยโบราณ ราชสำนักให้ความสำคัญ กับงานช่างแขนงนี้ไม่น้อยไปกว่าช่างแขนงอื่นๆ เพราะช่างบุดุน หรือช่างสลักดุน ได้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นสิ่งที่สูงค่ายิ่ง โดยเฉพาะเครื่องราชูปโภค เครื่องทอง เครื่องประดับตกแต่ง และเครื่องประกอบพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์มานาน ดังจะเห็นได้จาก ศิลปวัตถุอันล้ำค่ายิ่งที่พบภายในกรุ พระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บางส่วนมีผลงานศิลปกรรมที่แสดงความเป็นอัจฉริยะ ความสามารถใน ทางสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชสำนักอย่างหาที่เปรียบมิได้ บ่งบอกถึงความนิยม และโปรดให้ช่าง ได้สร้างผลงานที่เป็นมรดกไว้ให้ชื่นชมจนทุกวันนี้
 
วัสดุที่นิยมนำมาใช้ในงานสลักดุน ได้แก่ ทองคำ เงิน ทองแดง ส่วนอุปกรณ์ และเครื่องมือที่ใช้ในงานสลักดุน ประกอบด้วย แผ่นโลหะที่จะนำมาสลักดุน แผ่นชันแก้วใช้รองรับโลหะขณะสลักดุนจะ ช่วยให้ไม่เสียรูปทรง เครื่องมือสลักดุน ประกอบด้วยค้อน และสิ่วสลักดุน ขนาดต่างๆ กรดกำมะถันเจือจาง ตะเกียงเป่าแล่นหรือตะเกียงฟู่แบบใช้ แก๊ส คีบจับเส้น ปากกาจับร้อน แปรงทองเหลือง กาว สิ่วตอกขาด หรือ สิ่วสกัด กรรไกรตัดโลหะ ตะไบ และแท่งเหล็กหรือไม้ ไว้ทับชิ้นงานกับ ชันแก้ว

ขั้นตอนและวิธีการสลักดุน
เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์ ว่าจะทำเป็นวัตถุชนิดใด ขั้นแรกทำ การออกแบบ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก ปิดแบบลงบนวัสดุที่ใช้ในงาน สลักดุน สลักลวดลายเส้นดุน เค้าโครงส่วนใหญ่ ดุนแยกตัวลายทั้งด้าน หน้าด้านหลัง เก็บรายละเอียดตัวลาย ขัดตกแต่งทำความสะอาดตรวจ สอบและซ่อมแซมในส่วนต่างๆ

เครื่องมือดุนโลหะ

 

เครื่องมือดุนโลหะ

เครื่องมือดุนโลหะ

  การดุนหรือต้องแผ่น มี 2 ลักษณะคือ ดุนให้จม ดันให้โป่ง

การต้องแผ่น

 การดุนโลหะ

การดุนโลหะ

 

 

การขึ้นรูป

 การขึ้นรูป

 

กำลังตง

 กำลังตง

 

ครำแผ่น

 ครำแผ่น

 

เข้าขี้ยา

ด้านในของชิ้นงานจะเสริมไว้ด้วย "ขี้หย้า"หรือครั่งเพื่อเสริม ให้ชิ้นงานได้รูปและช่วยไม่ให้ยุบตัวตอนดุน

การเผาเพื่อให้ครั่งอ่อนตัว  

เมื่อดุนชิ้นงานเสร็จแล้วจะทำการเผาเพื่อให้ครั่งอ่อนตัว      แล้วจึงลอกออก นำกลับมาใช้ใหม่ได้

เข้าขี้หย้า

เข้าขี้หย้า

 

 

 ผลงานเมื่อเสร็จสิ้น

ผลงานเมื่อเสร็จสิ้น

 

 

 


 
ปัจจุบัน(2545)งานช่างสลักดุนนับวันจะสูญหายไป เนื่องจากช่างฝีมือด้านนี้มีน้อย และขาดความชำนาญ ในเทคนิค และวิธีการ ตลอดจนความต้องการ และความนิยมงานประเภทนี้มีวงจำกัด กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานของรัฐจึงต้อง ส่งเสริม และสนับสนุนให้ปรากฏงานช่างแขนงนี้สืบต่อไป ผลงานสำคัญ ที่ช่างกรมศิลปากรได้สร้างสรรค์ขึ้น อาทิ พานแว่นฟ้าและฝาประกับคัมภีร์ (ปกสมุดไทย) เสาเสมา ธรรมจักรทองคำ ผลงานสำคัญทั้งสองชิ้นนี้ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ พระคฑาจอมพล เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุครบ 4 รอบ 28 กรกฎาคม 2543
 


บรรณานุกรม : ศิลปากร, กรม. ความรู้ทั่วไปในงานช่างศิลป์ไทย, กรุงเทพ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด, 2545
แหล่งที่มา : thaihandiwork.com/changsipmu_j6.php, salahlanna.com, warindesign.com

ศิลปหัตกรรมรกมะพร้าว

รกมะพร้าว หมายถึง เยื่อหุ้มก้านในมพร้าว เป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นแต่ก็ต้องเลือกสรรค์เมื่อนำรกมะพร้าวมาใช้งานด้านศิลปหัตกรรม ควรเลือกรกที่ยังมีความเหนียว ถ้าแก่จะกรอบหักง่าย
จุดเด่นของงานรกมะพร้าวคือความเป็นธรรมชาติในเรื่องลวดลาย เพราะพื้นผิวของรกมะพร้าวจะมีลวดลายที่แปลกตา ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบให้ทาสีทับ แต่ต้องการให้คงพื้นผิวและสีเดิมตามธรรมชาติของรกมะพร้าวไว้ ให้ดูเป็นสินค้าที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติมากที่สุด อย่างที่รู้เดี่ยวนี้ผู้คนเริ่มหันเหมาชอบเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติ ทำให้งานฝีมือจากรกมะพร้าวได้รับการยอมรับในระดับที่น่าพอใจ

 

 ภาพจาก : http://gotoknow.org/file/sanรกมะพร้าวsanee11/view/130293

แหล่งข้อมูล :library.dip.go.th, หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2280 20 ธ.ค.  - 22 ธ.ค. 2550


ความรู้จากประโยชน์ต้นมะพร้าว.... (http://www.kroobannok.com/blog/view.php?article_id=10605)
มะพร้าวมีชื่อสามัญว่า COCONUT และชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cocus nucifera,L.
มะพร้าวเป็นพืชยืนต้น ขนาดกลาง เพาะปลูกได้ดีบริเวณดินทรายหรือชายทะเล ผลมีสีเขียวอ่อนและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่จัด รับประทานได้ทั้งน้ำและเนื้อ ทุกส่วนในมะพร้าว 1 ต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย

กะลามะพร้าว  วัสดุเหลือใช้จากผลมะพร้าว สามารถนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้มากมาย ได้แก่ ทำถ่านหุงต้ม ถ่านกัมมัน น้ำควันถ่านสำหรับใช้ป้องกันมอดแมลง ประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้  และอุปกรณ์งานครัว

มะพร้าวผลอ่อน  นอกจากจะนิยมบริโภคผลสดแล้ว ยังนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีก เช่น มะพร้าวเผา วุ้นมะพร้าว และเป็นส่วนประกอบของอาหารคาวหวาน อีกมากมาย

มะพร้าวผลแก่ เนื้อมะพร้าว นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย ได้แก่ คั้นเป็นกะทิสดและกะทิกล่อง มะพร้าวอบน้ำผึ้ง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันไบโอดีเซล เป็นต้น

น้ำมะพร้าว ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง จึงเหมาะในการบริโภคโดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือหญิงที่ต้องการฮอร์โมนเพื่อปรับสมดุลย์ของร่างกาย นอกจากนี้น้ำมะพร้าวยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกมากมาย ได้แก่ วุ้นน้ำมะพร้าว  น้ำส้มสายชู และเครื่องดื่ม

จั่นมะพร้าว อุดมด้วยน้ำตาลฟรุตโทส อันเป็นแหล่งอาหารของผึ้งและแมลงต่างๆ ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการนำน้ำหวานจากจ้นมะพร้าวมาทำน้ำตาล ไว้ปรุงอาหารคาวหวาน และทำน้ำตาลสด ไว้เป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานได้อย่างดี
 
ยอดมะพร้าว  ปัจจุบันเกษตรกรหันมาปลูกมะพร้าวตัดยอดกันมากขึ้น เนื่องจากได้ผลผลิตเร็ว และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ซึ่งยอดมพร้าวสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น แกงส้ม แกงคั่ว ยำ ส้มตำ ผัด เป็นต้น

ใบมะพร้าว  เป็นวัสดุที่คนทุกยุคทุกสมัย ได้นำมาทำสิ่งของเครื่องใช้มากมาย ได้แก่  ไม้กวาด กระเช้า กระจาด ตะกร้า

เปลือกมะพร้าว  เป็นเศศวัสดุที่มีมูลค่าไม่น้อยเช่นกัน เพราะสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ ทำที่นอน ที่เช็ดเท้า ไม้กวาด และด้วยคุณสมบัติของเปลือกมะพร้าวที่มีการเก็บความชื้นได้ดี จึงนำมาใช้ประโยชน์ในการเป็นวัสดุเพาะกล้สวไม้ และเป็นส่วนผสมของดินปลูกต้นไม้ อีกด้วย

รกมะพร้าว  อาจเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมองข้ามไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ แต่ยังมีบางคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ นำรกมะพร้าวมาประดิษฐ์ตกแต่งในงานศิลปะมากมาย เช่น การ์ด ส.ค.ส. ของชำร่วย กล่อง สมุด โน๊ต อัลบัม ฯลฯ

 ลำต้น  เมื่อมะพร้าวหมดอายุหรือถูกโค่นทิ้งแล้ว ลำต้นมะพร้าวยังนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก เช่น ทำเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ ทำฝาผนังอาคารบ้านเรือน ทำรั้ว กระถางต้นไม้ และตกแต่งจัดสวน เป็นต้น

 

 

ผลิตภัณฑ์ใบลาน

ลาน
ลานเป็นต้นไม้ยืนต้นที่มีประวัติความเป็นมาในอดีตหลายร้อยปีล่วงมาแล้วจนกระทั่งปัจจุบันบ้านปากร้องห้วยจี้จะมีต้นลานขึ้นอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติและได้นำมาใช้ประโยชน์มากมายจากใบลานในการทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตกรรม ทั้งที่เป็นผลิตภัณฑ์หัตกรรมพื้นบ้านที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ใบลาน ให้เป็นวัตกรรมที่ทันสมัยและเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ หมวกใบลาน สมุดปกใบลาน โคมไฟใบลาน

ถากำลังเย็บใบลาน ผลิตภัณฑ์จากใบลาน
 ผลิตภัณฑ์จากใบลาน  ผลิตภัณฑ์จากใบลาน
 ผลิตภัณฑ์จากใบลาน ภาพโดย : tudsinjai.com
งาน OTOP KBO Contest 2009 23-28 มิถุนายน 2522

  1   2   next >>